
อีกไม่กี่วันข้างหน้า การเลือกตั้ง 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดอนาคตลมหายใจของคนไทย บนเวทีสานเสวนา Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 “รัฐบาลใหม่ กับ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” ตัวแทนจาก 7 พรรคการเมืองมีฉันทามติร่วมกันว่าจะรับรองสิทธิในอากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐาน
นอกจากคำมั่นสัญญาในการกู้ชีพ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ที่ต้องสะดุดไปเพราะยุบสภา ภายใน 60 วันแรกของการเปิดสภาฯ เวทีนี้เปิดให้แต่ละพรรคนำเสนอนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสิ่งแวดล้อม
ใครจะเดินเกมเร็ว ใครเน้นโครงสร้าง ใครให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย นี่คือรายละเอียดนโยบายที่พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคประกาศไว้ต่อหน้าสาธารณะ ที่จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจว่าหนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิในมือ จะเลือกใครมากำหนดอนาคตลมหายใจของพวกเรา

พรรคไทยก้าวใหม่
- ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมนำการแก้ปัญหา เช่น ใช้ดาวเทียมติดตามจุดความร้อน ร่วมกับการลงทะเบียนจองวันเผาตามสภาพอากาศเปิดโล่ง
- มีมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อกดดันการเผาในภาคเกษตร
- ส่งเสริมเขตมลพิษต่ำในพื้นที่เมือง
- สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน
- เสนอนวัตกรรม ‘Liquid Tree’ (สาหร่ายดูดซับคาร์บอนและฝุ่น) ซึ่งผ่านการทดสอบจริงแล้วว่าลดค่าฝุ่นได้เกือบ 50%
- ผลักดันภาษีคาร์บอนเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับตัว ยึดสุขภาพประชาชนสำคัญกว่าต้นทุนทางธุรกิจ

พรรคประชาชน
เสนอนโยบาย “4 รื้อ” เพื่อจัดการเชิงโครงสร้างใน 100 วันแรกโดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
- รื้อระบบฐานข้อมูล ด้วยการจัดตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) เพื่อบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานย้อนหลัง 10 ปี และเปลี่ยนดัชนีชี้วัดจากจุดความร้อนเป็นพื้นที่เผาไหม้จริง ยกระดับภาคเกษตรผ่านระบบเครื่องจักรและคูปองแทนการเผา ประกาศเขตควบคุมมลพิษที่เข้มงวดตามศักยภาพพื้นที่ในเขตเมือง
- รื้อปฏิทินการทำงานให้สอดคล้องกับฤดูกาลจริง ออกมาตรการสนับสนุนล่วงหน้าก่อนฤดูเผา พร้อมเร่งบังคับใช้เขตจำกัดมลพิษในเมือง และเปลี่ยนขนส่งสาธารณะเป็นระบบไฟฟ้าด้วยระบบตั๋วร่วมภายใน 1 ปี
- รื้อระบบงบประมาณจัดการไฟป่าคืนให้ท้องถิ่น และเตรียมกฎหมายลูกรองรับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ล่วงหน้า เพื่อใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์จูงใจผู้ประกอบการให้ปรับตัวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- รื้อการจัดการระหว่างประเทศเพื่อรับมือปัญหาฝุ่นข้ามแดน ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากการเผาโดยต้องระบุพิกัดแปลงปลูกและตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันไทยเป็นผู้นำอาเซียนในการสร้างฉลากสินค้าปลอดการเผา และยกระดับเป็นศูนย์กลางจัดการมลพิษของภูมิภาค

พรรคประชาธิปัตย์
- นโยบาย ‘ไทยฟ้าใหม่’ ติดตั้ง Super Sensor ตรวจวัดสารก่อมะเร็งและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) รอบโรงงานและพื้นที่รถติด
- บูรณาการ พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน และ พ.ร.บ.โลกร้อน ให้ทำงานประสานกันผ่านระบบใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมมลพิษ
- ริเริ่ม ‘พันธบัตรป่าไม้’ ให้เกษตรกรมีรายได้ประจำจากการดูแลป่าและการขายคาร์บอนเครดิตแทนการรอคอยผลผลิตระยะยาว
- ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานด้วยการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหิน แล้วเปลี่ยนมาส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาค ภาครัฐจะเป็นผู้เปิดโอกาสและประสานงานแทนการเป็นอุปสรรค

พรรคพลังประชารัฐ
- ยึดหลักการผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย
- มีกองทุนอากาศสะอาดเป็นกลไกทางการเงินที่ทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับจริง
- จัดตั้งสำนักงานอากาศสะอาดทั้งส่วนกลางและจังหวัดเพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
- วางยุทธศาสตร์ “คุมต้นเหตุ ช่วยคน และเตรียมพร้อม” ใช้แอปพลิเคชันรายงานผลแบบ real-time ติดตั้งเซนเซอร์ที่ปล่องควันโรงงานเพื่อตรวจสอบการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด ควบคู่การบริหารจัดการการเผาในที่โล่ง เพื่อไม่ให้เกิดฝุ่นควันสะสมพร้อมกันทั่วประเทศ
- มีระบบ SMS Broadcast แจ้งเตือนภัยและแจกหน้ากาก N95 ทันทีเมื่อค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

พรรคเพื่อไทย
- ตรวจสอบปล่องควันและติดตั้งระบบ CEMS เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษในโรงงานรุ่นเก่า
- จัดการมลพิษเมืองด้วยนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และรถเมล์ปรับอากาศ 10 บาท พัฒนาระบบฟีดเดอร์เพื่อให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ควบคู่กับการกำหนดเขตปล่อยคาร์บอนต่ำ ใช้แรงจูงใจและเทคโนโลยีทางการเกษตรแทนการบังคับหรือสั่งให้หยุดเผาทันที เพื่อไม่เป็นการเพิ่มต้นทุนแก่เกษตรกรรายย่อย
- ส่งเสริมระบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงผ่านแอปพลิเคชันอย่าง FireD
- กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณและอำนาจในการจัดการภัยพิบัติสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเอง
- เจรจาระดับภูมิภาค และการติดตามตรวจสอบมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน

พรรคภูมิใจไทย
- จัดตั้งคณะกรรมการสู้ฝุ่น War Room บูรณาการ 7 กระทรวงหลัก
- ใช้นโยบายต่างประเทศเข้าจัดการปัญหาควันข้ามพรมแดน
- เร่งนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและการปลดปล่อยมลพิษกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจังภายใน 60 วัน
- สนับสนุนภาคส่วนต่าง ๆ ให้ปรับตัว เช่น การให้สินเชื่อโรงงานขนาดเล็กติดตั้งระบบตรวจจับควัน ลดการเผาอ้อยในภาคการเกษตร ผลักดันพลังงานสะอาดผ่านโครงการโซลาร์เซลล์ชุมชน และการส่งเสริมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูกที่ผลิตในไทย

พรรครวมไทยสร้างชาติ
- ลดค่าไฟฟ้าผ่านนโยบายไม่ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม เพื่อลดภาระสำรองไฟฟ้าที่เกินจำเป็น
- จัดตั้งกองทุนจากค่าปรับและเงินสินบนนำจับ เพื่อใช้เก็บกู้สารพิษและเยียวยาประชาชนในพื้นที่ปนเปื้อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี
- ผลักดันการจัดการคาร์บอนเครดิตให้เท่าทันสากล และบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียนภายใต้กระทรวงการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชน

นอกเหนือจากคำสัญญาของภาคการเมือง ในเวทีเดียวกัน ยุทธนา เจียมตระการ คณะกรรมการเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม (กกร.) ระบุว่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมคือ “ใบอนุญาตในการทำธุรกิจ” ที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนกฎหมายอากาศสะอาดและระบบเปิดเผยข้อมูลมลพิษ หากรัฐสามารถจัดการข้อมูลให้โปร่งใส เชื่อมโยง และใช้งานได้จริง เพื่อให้การปรับตัวของภาคธุรกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

ส่วน รศ. ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ชี้ว่า ความล่าช้าของกฎหมายอากาศสะอาดที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในกระบวนการนิติบัญญัติ โดยเฉพาะความต่างของฐานคิดในแต่ละชั้นการพิจารณา ทำให้กฎหมายสำคัญจำนวนมากไม่อาจเดินหน้าต่อได้
พร้อมย้ำว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่เร่งนำร่างกฎหมายกลับเข้าสู่สภาภายในกรอบเวลาที่กำหนด ภาคประชาชนยังสามารถใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญในการเสนอร่างกฎหมายด้วยตนเอง เพื่อยืนยันว่าการคุ้มครองสิทธิในอากาศสะอาดไม่ควรถูกปล่อยให้หยุดอยู่กลางทาง
หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิในคูหาเลือกตั้ง คือการเลือกทิศทางว่าประเทศจะจัดการ “ลมหายใจของประชาชน” อย่างไรต่อจากนี้ และคำมั่นที่ให้ไว้ จะเป็นสิ่งที่สังคมต้องร่วมกันจับตาให้เกิดขึ้นจริงในวันข้างหน้า