• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • Jet Zero จากเมืองผู้ดี แผนเปลี่ยนการบินให้เป็นมิตรกับท้องฟ้า
  • สะดวกไปก็อาจไม่ดี ไดรฟ์-ทรู ถึงทีต้องเปลี่ยนใหม่
  • ‘AuReus’ แผงโซล่าร์จากเศษขยะ จัดการขยะแบบสุดว้าวที่มีแต่วินกับวิน
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Article

เช็กสถานะ 10 มาตรการสู้ฝุ่น กทม. ความคืบหน้าและภารกิจที่ยังต้องรุกต่อ

  • December 19, 2025
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

เป็นที่ทราบกันดีว่า การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ สภาพอากาศปิดและการระบายอากาศต่ำ และการเผาชีวมวล เป็น 3 สาเหตุหลักของฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานคร และจากข้อมูลแนวโน้มค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายปี (พ.ศ. 2564–2568) จากสถานีตรวจวัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นมีลักษณะเป็นฤดูกาล โดยค่าฝุ่นสูงขึ้นในช่วงปลายปีถึงต้นปีนั้นสอดคล้องกับสภาพอากาศปิดและการสะสมมลพิษ

การรับรู้ดังกล่าว ทำให้การตั้งคำถามถึงที่มาของฝุ่นลดน้อยลง แต่คำถามที่ยังคงมีเสมอคือ มาตรการแก้ปัญหาของ กทม. คืบหน้าไปถึงไหน ซึ่งหลังจากที่ กทม. ได้รับการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ ก็ได้ประกาศมาตรการจัดการปัญหาฝุ่นที่ครอบคลุมและยกระดับขึ้น ตั้งแต่การจัดการต้นตอ การปกป้องสุขภาพ การแจ้งเตือน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

และนี่คือสาระสำคัญและความคืบหน้าของแผนรับมือฝุ่น กทม. ผ่านการแถลงของผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร ในกิจกรรมนักสืบฝุ่น เดอะซีรีส์ สงครามฝุ่นเมือง ครั้งที่ 7 และข้อมูลของสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ซึ่งนำเสนอในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Pre-Forum ครั้งที่ 3 ก่อนการมาถึงของงาน Thailand National PM2.5 Forum ในวันที่ 20-21 มกราคม 2569

มาตรการที่ 1: Green List Plus รถคันนี้ลดฝุ่น
Green List Plus ส่งเสริมให้ผู้ใช้รถทั้งดีเซลและเบนซินมีส่วนร่วมลดฝุ่น ผ่านการดูแลเครื่องยนต์ อย่างการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ซึ่งช่วยลดการปล่อย PM2.5 จากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยจัดโปรโมชั่นลดราคาการบำรุงรักษาและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับรถที่เข้าร่วมโครงการ ปีที่ผ่านมามีรถเข้าร่วมโครงการ 348,387 คัน คาดว่าช่วยลดมลพิษจากภาคการขนส่งได้ 17% และตั้งเป้าหมาย 500,000 คัน ในช่วง 1 พฤศจิกายน 2568-31 มกราคม 2569 สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://lez.bangkok.go.th

มาตรการที่ 2: ระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone)
ปีที่ผ่านมา กทม. นำร่องมาตรการเขตมลพิษต่ำในพื้นที่วงแหวนรัชดาภิเษก ครอบคลุม 9 เขต 13 ถนน ประกาศห้ามรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป ที่ไม่ได้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรองและไม่ได้ลงทะเบียน Green List เข้าพื้นที่ โดยใช้กล้อง CCTV ตรวจจับและส่งเรื่องดำเนินคดี มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ 498 คดี

สำหรับรถพลังงานสะอาด และรถมาตรฐานยูโร 5 ขึ้นไป สามารถวิ่งได้ตามปกติ แต่ต้องขึ้นทะเบียน Green List ผ่าน https://lez.bangkok.go. th ก่อนเช่นกัน ส่วนรถดีเซลที่มีมลพิษสูงต้องบำรุงรักษาและขึ้นทะเบียนก่อนจึงจะวิ่งได้ และเมื่อ กทม. ได้รับประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษในปีนี้ ก็ได้ขยายผลให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต

มาตรการที่ 3: ยกระดับเข้มรถยนต์ควันดำ
กรมควบคุมมลพิษได้ทำการปรับเกณฑ์ค่ามาตรฐานควันดำจากเดิม ไม่เกิน 30% เป็นไม่เกิน 20% โดยมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนการสั่งห้ามใช้รถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐาน ได้มีการพิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวงให้เป็นการออกคำสั่ง ‘ห้ามใช้เด็ดขาด’ หรือ ‘ลดระยะเวลาปรับปรุงแก้ไข’ จากปัจจุบันที่ให้เวลานานถึง 30 วัน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย

มาตรการที่ 4: ควบคุมฝุ่นจากไซต์ก่อสร้าง
แหล่งกำเนิดฝุ่นจากการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นฝุ่น PM10 แต่รถบรรทุกที่เข้าไปขนส่งวัสดุอุปกรณ์เป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 กทม. จึงกำหนดให้รถที่จะเข้าพื้นที่ก่อสร้างต้องเป็นรถในระบบ Green List หากไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ รถดังกล่าวจึงต้องผ่านการบำรุงรักษาให้เป็นไปตามมาตรฐาน และมีการสุ่มตรวจควันดำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการก่อสร้างอาคารที่ได้รับอนุญาตทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จำนวน 147 แห่ง ใช้มาตรการนี้

มาตรการที่ 5: ยกระดับควบคุมมลพิษในโรงงาน
ในภาคอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรมยกร่างประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการควบคุมการระบายมลพิษ ให้โรงงานที่มีหม้อน้ำ (ยกเว้นระบบไฟฟ้า) ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศ ที่ปล่อยจากปล่องอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง จากที่มีอยู่แล้ว 8 แห่ง เพิ่มเป็น 256 แห่ง และยกระดับมาตรฐานการปล่อย TSP, SO₂ และ NOx ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อให้การควบคุมมลพิษจากโรงงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับการจัดการคุณภาพอากาศระดับเมือง

มาตรการที่ 6: แก้ปัญหาเผาภาคเกษตรกับจังหวัดรอบข้าง
การจัดการฝุ่นจากการเผาในพื้นที่เกษตร ได้มีการยกระดับมาตรการเชิงพื้นที่ ทำงานร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อแลกเปลี่ยนและระบุพื้นที่ต้นตอฝุ่นที่ส่งผลต่อเมือง รวมถึงส่งเสริมให้มีการลดการเผาชีวมวลและจัดการเศษวัสดุเหลือใช้แทนการเผา ทั้งยังประสานขอรับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ในด้านองค์ความรู้และงบประมาณช่วยเหลือ เพื่อให้ภาคเกษตรมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหา

มาตรการที่ 7: เพิ่มการแจ้งเตือนและการมีส่วนร่วม
การสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาเป็นหัวใจของความเชื่อมั่น และเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องสุขภาพประชาชน กทม. ยกระดับการแจ้งเตือนผ่าน ‘Line Alert’ โดยร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ และการพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า 7 วัน ผ่านแอปพลิเคชัน ‘AirBKK’ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนรับมือในวันค่าฝุ่นสูง และชวนให้ร่วมกันแจ้งปัญหารถควันดำ ฝุ่นควันจากโรงงานหรือไซต์ก่อสร้างผ่าน ‘Traffy Fondue’ เพื่อชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นและเป็นช่องทางให้เกิดการแก้ไข

มาตรการที่ 8: ห้องปลอดฝุ่น ปกป้องกลุ่มเปราะบาง
เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มนี้ กทม. ได้จัดให้มี ‘ห้องปลอดฝุ่น’ และกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติว่า หากค่าฝุ่นสูงเกินกำหนด ให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก

ปัจจุบัน (เดือนธันวาคม 2568) มีห้องปลอดฝุ่นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครแล้ว 1,075 ห้องเรียน จาก 2,119 ห้องเรียน ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 115 แห่ง จาก 262 แห่ง และในสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวันอีก 12 แห่ง โดยมีแผนจัดทำห้องปลอดฝุ่นให้ครบ 100% ทั้งในโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในปี 2569

มาตรการที่ 9: Work From Home วันฝุ่นหนัก
Work From Home เป็นมาตรการลดฝุ่นในช่วงวิกฤตโดยอาศัยความสมัครใจ จากสถิติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ กทม. มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน มีเครือข่าย 211,841 คน จาก 370 องค์กร เข้าร่วมมาตรการนี้ และพบว่า ปริมาณรถบนถนนลดลง 8.5% เมื่อเทียบกับวันเดียวกันของสัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ กทม. ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 300,000 คน โดยประกาศขอความร่วมมือเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 วันในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ซึ่งการใช้มาตรการจะมีขึ้นในวันที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. ใน 35 เขตขึ้นไป ต่อเนื่อง 2 วัน มีอัตราการระบายอากาศต่ำกว่า 2,000 ตร.ม./วินาที และมีจุดความร้อนมากกว่า 80 จุด

มาตรการที่ 10: เพิ่มพื้นที่สีเขียว ดักจับและกรองฝุ่น
จากโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น กทม. ขยับเป้าหมายเป็น 3 ล้านต้น โดยเน้นการปลูกต้นไม้ยืนต้นในทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นกำแพงกรองฝุ่น (Green Wall) และพื้นที่ปะทะลม ซึ่งเป็นมาตรการระยะยาวในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยดักจับฝุ่นละออง ปัจจุบันมีต้นไม้ในโครงการที่ปลูกแล้ว 2.28 ล้านต้น และมีสวน 15 นาทีแล้ว 441 แห่ง

นอกเหนือจาก 10 มาตรการที่กำลังเดินหน้าอยู่ในวันนี้ ยังมีหลายเรื่องที่ค่อย ๆ พัฒนาไปพร้อมกัน ทั้งวิธีสื่อสารข้อมูล การใช้เทคโนโลยี และบทบาทของคนเมืองในการรับมือและร่วมกันลดฝุ่น ซึ่งจิกซอว์เหล่านี้อาจช่วยให้การจัดการอากาศของกรุงเทพฯ ขยับไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและใกล้ความหวังมากขึ้น

อ้างอิง:
– www.facebook.com/bangkokbma

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

Related Topics
  • CoCreatingCleanAirForAll
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
  • สสส.
You May Also Like
View Post

แก้ฝุ่นจากไฟเกษตรต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตจนถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

View Post

เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล: ฐานสำคัญของการจัดการฝุ่น PM2.5

View Post

ฉันทามติ 7 พรรคการเมือง เห็นพ้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด นโยบายแก้ฝุ่น–สิ่งแวดล้อม ที่ให้คำมั่นไว้

View Post

บันทึก Thailand National PM2.5 Forum #2 บทสนทนาเรื่องฝุ่น และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวทีนี้

View Post

ปักหมุด 10 ไฮไลท์ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 ชวนมาร่วมฟัง–ถก–ขบคิด เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนไทย

View Post

เดินทางแบบไหนเป็นมิตรต่อโลกที่สุด? เปรียบเทียบผลกระทบฝุ่น PM2.5 ภาวะโลกร้อน และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม

View Post

อ่านอากาศจากเปลือกไม้ สำรวจไลเคนในสวนกับคำถามถึงต้นไม้ในเมือง

View Post

นับถอยหลังสู่ Thailand National PM2.5 Forum เก็บรวมสาระสำคัญจาก Pre-Forum ครั้งที่ 3 และหนทางไปต่อของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.