
ในการประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 ที่นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันสังเคราะห์ทางออกของปัญหาฝุ่น PM2.5 จนนำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ 8 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน
ใน 8 ข้อนี้มี 2 ข้อเสนอสำคัญที่เห็นพ้องต่อบทบาทของข้อมูลในระบบการจัดการฝุ่น หนึ่งคือการยกระดับ “ข้อมูล” จากการติดตามสถานการณ์ สู่การป้องกันและการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสองคือ เสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ผ่านระบบข้อมูลเปิดและการเข้าถึงของประชาชน
ข้อเสนอดังกล่าวย้ำชัดว่า ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการฝุ่น ซึ่งการจะจัดการข้อมูลเพื่อให้เกิดการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องสร้าง “ถนน” เชื่อมให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกันและใช้งานได้จริง และเปลี่ยนจากการรายงานย้อนหลัง ไปสู่การเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การปฏิบัติ จึงจะเป็นการจัดการฝุ่นที่ขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การป้องกันอย่างเป็นระบบ
ระบบข้อมูลฝุ่นและการใช้งานที่เรามีอยู่
การจัดการฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย เรียกได้ว่ายืนอยู่บนฐานข้อมูลที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแหล่งกำเนิด ค่าฝุ่น การพยากรณ์ ไปจนถึงข้อมูลสุขภาพ แต่ข้อมูลที่กระจายกันอยู่ไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ หรือเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะต่างคนต่างทำ ที่นอกจากจะทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ยังไม่แม่นแล้ว ยังทำงานซ้ำซ้อนกันอยู่

แล้วข้อมูลที่ว่านั้นมีอะไรอยู่บ้าง?
เริ่มจากในระดับต้นตอของฝุ่น ข้อมูลจากดาวเทียมอย่าง hotspot และ burn scar ถูกนำไปใช้ในการระบุจุดและขอบเขตของการเผาในพื้นที่จริง เมื่อนำข้อมูลนี้มาดูร่วมกับข้อมูลการใช้ที่ดิน จะทำให้เห็นความแตกต่างของบริบทพื้นที่ ทั้งการเผาในป่า พื้นที่เกษตร หรือพื้นที่ชุมชน ซึ่งช่วยให้การเลือกมาตรการสอดคล้องกับพื้นที่มากขึ้น
ส่วนสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ และข้อมูลฝุ่นจากหลายแหล่ง เช่น สถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ เซนเซอร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อมูลจากเครือข่ายตรวจวัดภาคพื้นและแพลตฟอร์มที่ประชาชนใช้จริง เพื่อติดตามการสะสมและการกระจายตัวของฝุ่น ทำให้เห็นการเคลื่อนตัวของฝุ่นข้ามพื้นที่ และความเชื่อมโยงของปัญหาระหว่างจังหวัดได้ชัดเจนขึ้น
ในการเตรียมการล่วงหน้า เราอาศัยระบบพยากรณ์คุณภาพอากาศ เพื่อประเมินแนวโน้มสถานการณ์ในช่วงหลายวันข้างหน้า และช่วยให้การจัดการสามารถเตรียมรับมือได้ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้น ทั้งยังมีข้อมูลสุขภาพและแผนที่กลุ่มเปราะบางที่ใช้ระบุพื้นที่และกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ และควรได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก
เป็นที่น่าเสียดายว่า แม้จะมีข้อมูลอยู่จำนวนมาก แต่ในการทำงานจริง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 มักถูกใช้งานแยกส่วนมากกว่านำมาใช้พร้อมกัน ข้อมูลบางชุดใช้ดูต้นเหตุ บางชุดใช้ติดตามสถานการณ์ และบางชุดใช้ดูผลกระทบ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะบูรณาการและเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมากนี้ ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำได้อย่างไร?
ระบบข้อมูลขนาดใหญ่และการเชื่อมสู่การใช้งานจริง
ด้วยข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมาก การจัดการข้อมูลจึงต้องสร้างระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่นอกจากจะต้องรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันแล้ว ยังต้องมองถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้วย เพราะเมื่อรู้ว่าจะนำข้อมูลไปใช้อย่างไรตั้งแต่ต้น การเก็บข้อมูลก็มีคุณภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ปัจจุบันเรามีแพลตฟอร์ม Envi Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมของประเทศในหลายมิติ หากจะนับเฉพาะเรื่อง PM2.5 Envi Link จัดวางข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลการบริหารจัดการ และข้อมูลด้านสุขภาพ ที่ทำให้อ่านสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเผา การสะสมของฝุ่น และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้พร้อมกัน และกำลังพัฒนาฟีเจอร์สำหรับการขอข้อมูลของผู้ที่สนใจ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์
ทั้งนี้ ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ สามารถนำไปบูรณาการร่วมกับงานวิจัย เพื่อขยายผลหรือนำไปใช้ในการออกแบบนโยบายของประเทศ เพราะการมีข้อมูลหลากหลายมิติ ที่เชื่อมกันด้วยสถานที่และเวลา จะทำให้มองภาพปัญหาของฝุ่นได้กว้างขึ้น ยิ่งมีมาตรฐานการประยุกต์ใช้ที่รอบคอบ ครอบคลุมปัญหา ก็จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของการนำข้อมูลไปใช้ได้
จัดการฝุ่นบนฐานข้อมูลที่เชื่อมถึงกัน
ระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้จริง ซึ่งการมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Common Standards) สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน มีโครงสร้างเชื่อมข้อมูล (Interoperability Infrastructure) ที่ทำให้ข้อมูลหลักวิ่งถึงกันได้ และมีการใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันต้นทาง (Upstream Actionable Data) จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างแม่นยำ
การประยุกต์ใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ในเขตควบคุมมลพิษ ของโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคุณภาพอากาศและควบคุมมลพิษ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของหน่วยงานต่าง ๆ ในการให้ข้อมูลนั้นช่วยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาฝุ่นได้
โครงการนี้ใช้โครงสร้างการจัดการข้อมูลเชิงระบบ 4 ชั้น ตั้งแต่การตรวจวัดไปจนถึงการตัดสินใจเชิงนโยบาย มีการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสารมลพิษ เช่น PM2.5 และ VOCs กับผลกระทบต่อสุขภาพทางเดินหายใจของประชาชน แล้วนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาสนับสนุนการทำงานของศูนย์ EIC มาบตาพุด เพื่อเฝ้าระวังเหตุฉุกเฉินและสื่อสารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่เปราะบางสามารถประเมินสถานการณ์และป้องกันตนเองได้อย่างรวดเร็ว ผ่านข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และกำกับใช้อย่างมีธรรมภิบาล
จากประสบการณ์การรับมือฝุ่นจากไฟ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ ได้สะท้อนแนวทางว่า ระบบข้อมูลขนาดใหญ่ควรระบุผู้ครอบครองและผู้รับผิดชอบพื้นที่ เพราะความชัดเจนในระดับเจ้าภาพจะช่วยลดช่องว่างในการทำงาน และช่วยให้การเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล เป็นไปอย่างมีระบบและจับต้องได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับฝุ่น ควรรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว และเป็นข้อมูลเปิดเผย (Open Data) เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานต่อ ซึ่งข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ไว้แล้ว จะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาของผู้บัญชาการ รวมถึงประชาชนก็จะสามารถเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น
และการมีเครื่องมือที่ช่วยคาดการณ์ทิศทางลมและความรุนแรงของสถานการณ์ จะช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หน้างานได้ ทั้งควรกระจายอำนาจการตัดสินใจให้กับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ทันเวลา และเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้โดยตรง
เมื่อถอยออกมามองในภาพรวม ในวันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในด้านข้อมูล ความสำคัญจึงอยู่ที่การนำมาใช้ประโยชน์ ที่ต้อง “เชื่อม” และนำมา “ใช้ร่วมกัน” เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ การจัดการฝุ่นจะสามารถขยับจากการรับมือปลายเหตุ ไปสู่การป้องกันและจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง
อ้างอิง:
สานเสวนาฝ่าฝุ่นควัน EP1 “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล ขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน”, เสวนาวิชาการ เรื่อง “ระบบข้อมูลขนาดใหญ่สู่การใช้ประโยชน์สาธารณะและเขตควบคุมมลพิษ” จากงานประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2