
การเดินทางของ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งเป็นความหวังของประเทศไทยในการมีอากาศสะอาดไว้หายใจ ต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติถอดหมวดที่ว่าด้วยการจัดตั้ง ‘กองทุนอากาศสะอาด’ ซึ่งเปรียบได้กับ ‘หัวใจ’ ออกจากร่างกฎหมาย เสี่ยงที่จะทำให้สั่นคลอนต่อประสิทธิผลของกฎหมายทั้งฉบับ และ พ.ร.บ. อากาศสะอาด จะกลายเป็นเสือกระดาษที่ไร้เขี้ยวเล็บ
เหตุผลที่ถูกยกขึ้นมาอธิบายคือ เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับงบประมาณปกติ และไม่ต้องการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบการและประชาชน และเห็นควรนำเอากองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้ แทนการตั้งกองทุนอากาศสะอาดขึ้นใหม่ ทั้งที่แนวคิดของกองทุนอากาศสะอาด ซึ่งใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle – PPP) อยู่ตรงข้ามกับหลักการของกองทุนสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงินจากภาษีของประชาชนโดยตรง
กล่าวโดยสรุปแล้ว กองทุนอากาศสะอาดไม่ใช่แค่ถังเงินสำหรับแก้ปัญหา แต่เป็นกลไกที่ยึดโยงกับหลักการสากลที่สำคัญคือ กำหนดให้ผู้ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ต้องมีภาระรับผิดชอบต่อต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเงินจากกองทุนนำไปใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยในการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสะอาด ศึกษาวิจัยและติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
เมื่อไม่มีกองทุน การจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาแบบปีต่อปีของภาครัฐ ซึ่งขาดความแน่นอนและไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระยะยาว สำคัญที่สุดคือกฎหมายจะขาดแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ ที่จะทำให้ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดของตนเองอย่างจริงจัง
ข้อกังวลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการร่างกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) และเป็นบททดสอบที่หลายประเทศเคยผ่านมา เมื่อเทียบเคียงกับปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กรณีศึกษาจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ดูจะมีท่วงทำนองที่คล้ายกันในการต้องเผชิญกับแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษ แต่กฎหมายอากาศสะอาดก็ผ่านมาได้ ด้วยการไม่ถอดใจของพลเมือง

บทเรียนจากอเมริกา: เมื่อเสียงประชาชนดังกว่าเสียงล็อบบี้ยิสต์
ย้อนไปยังทศวรรษที่ 60s สหรัฐอเมริกาเผชิญปัญหามลพิษทางอากาศและฝนกรดที่รุนแรงจากการเติบโตของอุตสาหกรรมและจำนวนรถยนต์ กระแสความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับการเคลื่อนไหว โดยองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง American Lung Association จึงทำงานด้านการรณรงค์ สร้างความตระหนักรู้ และฟ้องร้องหน่วยงานรัฐที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ก่อนจะผลักดันให้เกิดกฎหมายอากาศสะอาด หรือ Clean Air Act ได้เป็นผลสำเร็จในปี 1970
แต่กว่าจะได้รับการเห็นชอบจนผ่านเป็นกฎหมาย ในกระบวนการร่างกฎหมายต้องเผชิญกับการล็อบบี้อย่างหนักหน่วงจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน ด้วยข้อโต้แย้งอันคลาสสิกว่า ต้นทุนจะสูงขึ้นเพราะการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษจะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นจนทำลายเศรษฐกิจ เทคโนโลยีลดมลพิษนั้นเป็นไปไม่ได้และไม่มีอยู่จริง และการบังคับใช้กฎหมายจะทำให้โรงงานต้องปิดตัวและผู้คนจะตกงาน
ปัญหาที่ต้องเผชิญร่วมกันและการเรียกร้องที่ต้องผจญกับแรงต้าน ทำให้ภาคประชาชนตื่นตัวเป็นประวัติการณ์ และเกิดการจัดงานวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ครั้งแรกในปี 1970 ชาวอเมริกันนับล้านคนออกมารวมตัวกันตามท้องถนน ส่งสารชัดเจนถึงนักการเมืองว่า ‘อากาศสะอาดคือวาระแห่งชาติ’ และพวกเขาปรารถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี
บรรยากาศของความร่วมมือ และแรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้นักการเมืองไม่อาจเพิกเฉยต่อไปได้อีก ในที่สุดจึงเกิดการหันหน้าเข้าหากันของภาคการเมืองและภาคธุรกิจ มีการก่อตั้งสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมเพื่อกำกับดูแล กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศสำหรับมลพิษหลัก 6 ชนิดที่ทุกรัฐต้องปฏิบัติตาม และมีข้อบังคับที่เข้มงวดกับแหล่งกำเนิด เช่น โรงงาน โรงไฟฟ้า รถยนต์ จนทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีเครื่องฟอกไอเสียขึ้น
ท้ายที่สุดกฎหมายนี้นอกจากจะทำให้มลพิษทางอากาศบรรเทาเบาบางลง ยังกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมควบคุมมลพิษที่ก้าวหน้าที่สุดในยุคนั้น
บทเรียนจากญี่ปุ่น: เมื่อความยุติธรรมเริ่มต้นขึ้นที่ศาล
การเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดของญี่ปุ่น ได้ทิ้งบาดแผลร้ายแรงไว้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีโรคหอบหืดยกกาอิจิ (Yokkaichi Asthma) ที่ประชาชนต้องล้มป่วยและเสียชีวิตจากควันพิษของโรงงานปิโตรเคมี
ผู้เสียหายได้ต่อสู้ทางกฎหมายอย่างยาวนานเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่เสียงที่ส่งไปยังรัฐบาลและบริษัทผู้ก่อมลพิษกลับถูกเพิกเฉย ผู้ป่วยและครอบครัว 9 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมยกกาอิจิ ยื่นฟ้องร้องต่อ บริษัทผู้ก่อมลพิษ 6 แห่งในปี 1967
การต่อสู้ในชั้นศาลกินเวลา 5 ปี ศาลแขวงยกกาอิจิมีคำพิพากษาให้ประชาชนเป็นฝ่ายชนะ โดยวินิจฉัยว่า แม้จะไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าควันจากโรงงานใดโรงงานหนึ่งเป็นสาเหตุโดยตรง แต่กลุ่มโรงงานทั้งหมดต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ชัยชนะของประชาชนในครั้งนี้ไม่ได้จบแค่การชดเชย แต่เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกกฎหมายควบคุมมลพิษทางอากาศที่เข้มงวดในเวลาต่อมา ทั้งยังได้สร้างมาตรฐานความรับผิดชอบใหม่ให้แก่อุตสาหกรรม และเกิดความร่วมมือของรัฐและภาคเอกชนในการพัฒนานโยบายและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม
จากการถอดกองทุนอากาศสะอาดออกจากร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ทำให้การส่งเสียงเพื่อ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในประเทศไทยยังไม่สิ้นสุด ภาคประชาชนคงต้องจับตาดูการพิจารณาในวาระต่อไป และยืนยันเจตนารมณ์อย่างการให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงสร้างความเข้าใจต่อสังคมว่า กองทุนอากาศสะอาดไม่ใช่ภาระ แต่เป็นหลักประกันที่จะทำให้เราได้มีอากาศที่มีคุณภาพต่อการหายใจในอนาคต
อ้างอิง:
– www.epa.gov/archive/epa/aboutepa/guardian-epas-formative-years-1970-1973.html
– www.theguardian.com/us-news/2024/sep/26/anti-protest-laws-fossil-fuel-lobby
– archive.unu.edu/unupress/unupbooks/uu25ee/uu25ee0k.htm
– www.icett.or.jp/en/learn/abatement/mie/lawsuit