
ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ผ่านความเห็นชอบวาระแรกไปแล้วอย่างเป็นเอกฉันท์ หลังการพิจารณาโดย กมธ. มากว่า 1 ปี 6 เดือน ซึ่งเป็นร่างที่มาจากทั้งภาคประชาชน พรรคการเมือง และรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศที่เรื้อรังมานาน และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผ่านเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร จนถึงวันที่ 8 สิงหาคมนี้
แน่นอนว่าเสียงทุกเสียงมีความสำคัญต่อการกำหนดอนาคตลมหายใจของเรา ก่อนจะร่วมแสดงความคิดเห็น เราอยากชวนมาทำความเข้าใจเนื้อหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฯ ฉบับนี้ จาก 104 มาตราโดยสรุป ซึ่งครอบคลุมสิทธิของประชาชน โครงสร้างและองค์กรที่รับผิดชอบ แหล่งกำเนิดมลพิษ 6 หมวดใหญ่ และเครื่องมือที่จะทำให้การบริหารจัดการอากาศสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สิทธิในอากาศสะอาด เป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน
หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฯ ฉบับนี้ คือการรับรองให้ ‘สิทธิในอากาศสะอาด’ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธินี้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ‘กลุ่มเปราะบาง’ เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีสิทธิได้รับการตรวจสุขภาพ เฝ้าระวัง และรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศและแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยรัฐมีหน้าที่จัดทำระบบที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนมีสิทธินำส่งข้อมูลเพิ่มเติมเข้าระบบฐานข้อมูลกลางได้ มีสิทธิในการมีส่วนร่วมตัดสินใจในนโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด โดยเฉพาะการตัดสินใจในโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง
และมีสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรม โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องคดีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ รวมถึงมีสิทธิในการร้องเรียนต่อรัฐ ซึ่งรัฐมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ประสานหน่วยงานรับผิดชอบเพื่อแก้ไขปัญหา และจัดให้มีระบบติดตามที่ชัดเจน
โครงสร้างและบทบาท ร่าง พ.ร.บ. ฯ กำหนดโครงสร้างและหน่วยงานรับผิดชอบไว้ดังนี้
1. คณะกรรมการระดับชาติ 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับประเทศ คณะกรรมการกำกับดูแลฯ ติดตามและประเมินผลการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ คณะกรรมการวิชาการฯ ให้ความเห็นทางวิชาการ กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ และดัชนีต่าง ๆ คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ฯ เพื่อเสนอแนะมาตรการทางเศรษฐศาสตร์
2. คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดและคณะกรรมการอากาศสะอาดกรุงเทพมหานคร เป็นกลไกหลักระดับพื้นที่ ทำหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ ประกาศเขตเฝ้าระวังหรือเขตประสบมลพิษทางอากาศ และกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่
3. สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงาน ขับเคลื่อนนโยบาย และจัดทำระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ
4. เจ้าพนักงานอากาศสะอาด มีอำนาจในการเข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ สั่งให้แก้ไข หรือสั่งหยุดกิจการที่ก่อให้เกิดมลพิษรุนแรงได้
ควบคุมมลพิษที่ต้นตอ 6 แหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องมีการป้องกันและควบคุม ได้แก่
- ภาคอุตสาหกรรม: ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด กำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวด และจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษจากโรงงาน
- ภาคคมนาคม: ส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานสะอาด ควบคุมมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และอาจกำหนดเขตมลพิษต่ำในเมือง
- ภาคป่าไม้: จัดทำระบบป้องกันไฟป่า บริหารจัดการเชื้อเพลิง และส่งเสริมความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลรักษาป่า
- ภาคเกษตรกรรม: ส่งเสริมการทำเกษตรปลอดการเผา สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร และห้ามผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา
- ภาคเมือง: กำหนดนโยบายการวางผังเมืองที่คำนึงถึงคุณภาพอากาศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และควบคุมมลพิษจากการก่อสร้าง
- มลพิษข้ามแดน: สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา และกำหนดความรับผิดของผู้ก่อมลพิษนอกราชอาณาจักรที่ส่งผลกระทบเข้ามาในประเทศ
เครื่องมือสำคัญเพื่อการจัดการฝุ่นมีประสิทธิภาพ
เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผล ร่าง พ.ร.บ. ฯ ฉบับนี้ จึงออกแบบเครื่องมือที่อาศัยหลายกลไกในการป้องกัน แก้ไข และควบคุม ทั้งการ ‘ประกาศเขตพื้นที่’ โดยสามารถประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ หรือเขตประสบมลพิษทางอากาศ เพื่อให้มีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นในพื้นที่วิกฤติ
นำ ‘กลไกทางเศรษฐศาสตร์’ มาใช้ เพื่อสร้างแรงจูงใจและมีบทลงโทษ เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยมลพิษ การให้เงินอุดหนุนกิจกรรมเพื่ออากาศสะอาด
ให้มีการจัดตั้ง ‘กองทุนอากาศสะอาด’ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชน และป้องกันแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง การศึกษาวิจัย และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีเงินกองทุนจากหลายแหล่ง อาทิ เงินทุนประเดิมจากรัฐบาล ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด ค่าปรับ และเงินบริจาค
ใช้มาตรการ ‘รับผิดทางแพ่งและอาญา’ โดยในทางแพ่งนั้น ผู้ก่อมลพิษทางอากาศจนผู้อื่นได้รับอันตรายหรือมีความเสียหายทางทรัพย์สิน จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่แหล่งกำเนิดมลพิษบางประเภท อาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
ส่วนโทษอาญา กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. รับทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ โดยเฉพาะการระบายสารมลพิษเกินมาตรฐานที่กำหนด หากกระทำในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศหรือเขตประสบมลพิษ อาจมีโทษปรับสูงถึงหนึ่งร้อยล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีมาตรการ ‘ปรับเป็นพินัย’ สำหรับความผิดที่ไม่ร้ายแรง เช่น การไม่ส่งข้อมูลหรือรายงานที่กำหนด โดยผู้กระทำผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับไม่เกินที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังมีข้อกังวลจากภาคประชาชน ด้วยพบว่าบางข้อกฎหมายยังมีจุดอ่อนต่อการนำไปปฏิบัติจริง อาทิ ความซับซ้อนของโครงสร้าง และหน่วยงานที่อาจนำไปสู่ความล่าช้า และอาจมีความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นในโครงสร้างคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ที่มีทั้งนายก อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัด
การบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดอาจมีปัญหาในการปฏิบัติ เช่น การห้ามผู้ประกอบธุรกิจรับซื้อสินค้าเกษตรที่มาจากการเผา และการจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ อาจเป็นภาระหนักต่อเกษตรกรหรือผู้ประกอบการรายย่อย การทำข้อตกลงโดยสมัครใจอาจใช้ไม่ได้ผลกับภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงความท้าทายอย่างยิ่งยวดต่อการกำหนดความรับผิดของผู้ก่อมลพิษนอกราชอาณาจักร ที่การบังคับใช้กฎหมายต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
อย่าลังเล มาร่วมกันกำหนดอนาคตลมหายใจของคนไทยในโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ และเพื่อทำความเข้าใจโดยละเอียดอีกครั้ง สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติม พร้อมทำแบบสอบถามความคิดเห็นได้ที่ 👉 https://shorturl.asia/MCoPU