
“CLEAN AIR FOR ALL: ปลุกพลังนวัตกรคนรุ่นใหม่ ผ่านกระบวนการ DESIGN THINKING” เป็นโครงการที่ต่อยอดจากโครงการ “ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ เพื่อลมหายใจที่สะอาดยั่งยืน” มุ่งเปลี่ยนความตระหนักรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรม เปิดพื้นที่ให้นวัตกรรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาทักษะการคิดเชิงออกแบบ สร้างต้นแบบนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในมิติต่าง ๆ
โครงการนี้ขับเคลื่อนโดยสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. และภาคีเครือข่าย โดยมีนิสิตและนักศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เข้าร่วม เกิดเป็นต้นแบบนวัตกรรมที่นำเสนอผ่านกิจกรรม “Innovation Pitching Challenge” ซึ่งได้มีการมอบรางวัลให้กับทีมชนะเลิศและรางวัลอื่น ๆ ในงาน Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 และเราขอหยิบยกผลงานและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังมาบันทึกไว้อีกครั้ง

“P-Smoke Buster” ดักจับฝุ่นแปรรูปเป็นวัตถุดิบ
P-Smoke Buster คือผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากทีม ROADSIDE PM มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นการนำเทคโนโลยีโรงงานอุตสาหกรรมอย่าง Electrostatic Precipitator มาย่อส่วนเพื่อติดตั้งที่ปลายท่อไอเสียรถยนต์ โดยอ้างอิงมาตรฐานจาก US EPA ซึ่งมีประสิทธิภาพการดักจับฝุ่นละอองได้สูงถึง 96.0% – 99.2% ครอบคลุมตั้งแต่ฝุ่นขนาด PM10 ไปจนถึง PM2.5
กระบวนการทำงานเริ่มต้นจากช่องลม Vortex Cyclone แบบ 2 ชั้น ที่ส่งควันเข้าสู่ขั้นตอน Ionization เพื่อสร้างประจุไฟฟ้าให้อนุภาคฝุ่นไปยึดติดกับแผ่นประจุ จุดเด่นสำคัญคือเป็นระบบ Self-Powered ที่เปลี่ยนพลังงานจลน์จากการหมุนของล้อรถเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับตัวเครื่อง ทำให้ไม่สร้างภาระแก่เครื่องยนต์หรือแบตเตอรี่รถยนต์ และยังมีระบบจัดการฝุ่นอัจฉริยะที่อาศัยการสั่นสะเทือนของรถ ให้ฝุ่นร่วงลงสู่ถังเก็บอัตโนมัติ ช่วยลดปัญหาเครื่องอุดตันและลดความถี่ในการถอดล้าง
การใช้งานมีการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเพื่อเปลี่ยนมลพิษให้กลายเป็นความคุ้มค่า ผ่าน Real-time Dashboard ที่แจ้งเตือนปริมาณคาร์บอนและสถานะถังเก็บ พร้อม Eco-Points สำหรับสะสมแต้มจากการลดมลพิษเพื่อแลกรับส่วนลด มีฟีเจอร์สรุปยอดการลดมลพิษเพื่อนำไปใช้ประกอบการลดหย่อนภาษีรถยนต์ประจำปี ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถเก่า และสามารถนำฝุ่นพิษที่ดักจับได้ไปขายต่อเพื่อแปรรูปเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหมึกพิมพ์
“PEEP” จับฝุ่นพิษ ฆ่าเชื้อ คายอากาศดี
PEEP (Plasma-Enhanced Electrostatic Precipitator) คือเครื่องตกตะกอนไฟฟ้าสถิตเสริมด้วยพลาสมา ผลงานรองชนะเลิศอันดับ 1 จากทีม Fire fa pover มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ใช้เทคโนโลยี Plasma Hybrid ที่ผสานพลังพลาสมาและไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก
กระบวนการทำงาน 4 ขั้นตอนหลัก เริ่มจากใช้ Plasma Actuator สร้างสารอนุมูลอิสระเพื่อกำจัดแบคทีเรีย เชื้อโรค และสาร VOCs จากนั้นอากาศจะเข้าสู่ส่วน Electrostatic Precipitator ที่ใช้ความเข้มของสนามไฟฟ้าดักจับฝุ่น PM2.5 แล้วใช้ UVC ร่วมกับแผ่นกรอง Titanium Dioxide เพื่อสลายโอโซนและยับยั้งเชื้อโรคซ้ำอีกครั้ง จนได้ประสิทธิภาพมากกว่า 99.9% ปิดท้ายด้วยแผ่นกรอง Activated Carbon ขจัดกลิ่นไม่ก่อนปล่อยอากาศบริสุทธิ์คืนสู่ภายนอก
PEEP ออกแบบภายใต้แนวคิด Zero Waste Design ที่ตัวแผ่นกรองสามารถถอดล้างน้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ช่วยลดขยะจากการเปลี่ยนแผ่นกรอง HEPA เทคโนโลยี Advanced Sterilization ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคและยีนดื้อยา (AMR) ที่มากับฝุ่น ด้วยสารอนุมูลอิสระ ตัวนวัตกรรมได้รับการจดอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กรรมวิธีการปรับปรุงคุณภาพอากาศด้วยเทคโนโลยีพลาสมาร่วมกับการตกตะกอนฝุ่นเชิงไฟฟ้าสถิตและรังสียูวีซี”
“สบายบัส” ลดฝุ่น จัดการอากาศอัจฉริยะเพื่อผู้โดยสาร
ผลงานรองชนะเลิศอันดับ 2 จากทีมสบายบัส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้โดยสารรถเมล์ร้อนที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและมีอายุการใช้งานสูง โดยนำเทคโนโลยีไปติดตั้งเข้ากับรถโดยสารคันเดิม สร้างระบบปกป้องสุขภาพผู้โดยสารอย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้า ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานและงบประมาณมหาศาล
การทำงานเริ่มจาก ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศอัจฉริยะจะมอนิเตอร์ค่าฝุ่น อุณหภูมิ และความชื้นภายในรถแบบเรียลไทม์ เมื่อตรวจพบสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน อุณหภูมิความร้อนสูงเกินไป ระบบจะสั่งการผ่าน Hybrid Window Actuator ควบคุมการเปิดปิดหน้าต่างรถ พร้อมเปิดระบบฟอกอากาศและระบายอากาศเพื่อลดปริมาณฝุ่นและความร้อนสะสมภายในตัวรถ ทำให้อากาศภายในรถปลอดภัยต่อทางเดินหายใจของผู้โดยสาร โดยลดการสัมผัสฝุ่น PM2.5 ได้ถึง 40–60%
สบายบัสยังมีการแสดงผลคุณภาพอากาศผ่านหน้าจอ LED ภายในรถ และเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับแอปพลิเคชันอย่าง Viabus เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสถานะอากาศบนรถได้ล่วงหน้าก่อนตัดสินใจขึ้นรถ เพิ่มความความเชื่อมั่นในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ ถือเป็นโซลูชันที่ผสานทั้งวิศวกรรมและการออกแบบเพื่อสังคม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้นให้กับคนเมือง

นอกจากนี้ ผลงาน “Spiruline Air” ระบบผลิตออกซิเจนสะอาดจากสาหร่ายสไปรูริน่า สำหรับติดตั้งในพื้นที่เมือง ซึ่งสามารถผลิตออกซิเจนได้ 24 ชั่วโมง และใช้พื้นที่น้อยกว่าการปลูกต้นไม้ จากทีม Green Loop มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และผลงาน “New Nose Air Clean” อุปกรณ์กรองอากาศระดับไมครอนชนิดสวมใส่ในโพรงจมูก จากทีม Next-Gen Breath Tech มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ยังได้รับรางวัลชมเชยจากเวทีนี้
ยังมีผลงานอื่น ๆ ซึ่งผ่านเข้ารอบที่แม้ไม่ได้รับรางวัลแต่ตัวนวัตกรรมก็น่าสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นผลงาน “TAMATAMAI” พวงกุญแจอัจฉริยะ ที่ผสานเครื่องวัดคุณภาพอากาศเข้ากับอาร์ตทอย เพื่อใช้ในการเฝ้าระวังระดับบุคคล ผลงาน “ธูปเย็นลดฝุ่น PM2.5” สำหรับประกอบศาสนพิธี “เส้นด้ายจากถุงพลาสติก” เพื่อลดการเผาขยะพลาสติก “Electrostatic Mist Fence” เครื่องฟอกอากาศหมอกไฟฟ้าสถิต สำหรับติดตั้งในชุมชนที่มีความเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศ เช่น นิคมอุตสาหกรรม และ “สบู่สครับอ้อย” ที่นำเศษวัสดุจากอ้อยมาเพิ่มมูลค่าแทนการเผา
ซึ่งทั้งหมดได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ จากนวัตกรหน้าใหม่ที่เป็นความหวังของอนาคตเหล่านี้