
เพราะการพัฒนาของเทคโนโลยีและแนวคิดใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ทั่วทั้งโลกให้ความสำคัญ กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้รถพลังงานไฟฟ้าค่อยๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น และเป็นธรรมดาเมื่อโลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ก็ต้องปรับตัวตาม
เพื่อก้าวให้ทันการขยับตัวของโลก รัฐบาลก็ได้มีนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จากนโยบาย 30@30 ของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ 30% ของการผลิตรถทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า ล่าสุดก็ได้ออกมาตรการด้านภาษีรถยนต์มาสอดรับกัน ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดอุปสงค์อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ครอบคลุมทั้งรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์เลยทีเดียว
มาตรการภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย 2 หมวดหมู่ คือ
1. รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท นอกจากจะลดภาษีสรรพสามิต จาก 8% เหลือ 2% แล้ว ยังลดภาษีนำเข้าให้สูงสุดถึง 40% ซึ่งรถที่นำเข้าจากประเทศจีนจะไม่ได้รับผลประโยชน์นี้เพราะนำเข้า 0% อยู่แล้ว แต่รถจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นจะเหลือ 0% ด้วยเช่นกัน เพื่อให้ฐานการผลิตเดิมที่ไทยสามารถแข่งขันกับผู้มาใหม่อย่างจีนได้หากปรับเปลี่ยนรูปแบบ และรถยนต์นำเข้าจากยุโรปจะเหลือภาษีนำเข้าเพียง 40% เท่านั้น (จากเดิม 80%) นอกจากนั้นยังลดราคาให้อีก 70,000-150,000 บาท ตามขนาดของแบตเตอรี่อีกด้วย
2. รถยนต์ไฟฟ้าราคา 2-7 ล้านบาท ลดภาษีสรรพสามิตให้ 2% เท่ากัน แต่ลดภาษีนำเข้าให้เพียง 20% ทำให้รถยนต์ที่นำเข้าจากจีนและญี่ปุ่นไม่เสียภาษีนำเข้า ส่วนรถยนต์จากเกาหลีจะเสียภาษีนำเข้าที่ 20% และรถยุโรปจะเสีย 60% ตามลำดับ และไม่ได้ส่วนลด 70,000-150,000 บาท เหมือนรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีโรงงานผลิตหรือประกอบรถยนต์ไฟฟ้าเลย มาตรการนี้จึงเน้นไปที่การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าค่ายรถยนต์ที่นำเข้ามานั้น จะต้องจัดตั้งโรงงานในประเทศไทยภายใน 2 ปี นั่นแปลว่ามาตรการลดภาษีนำเข้าสูงสุด 40% ครั้งนี้ มีผลถึงสิ้นปี 2566 เพียงเท่านั้น

มาตรการภาษีรถกระบะไฟฟ้า
สำหรับรถกระบะที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ถึงแม้จะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต และได้รับการลดราคา 150,000 บาท เหมือนรถยนต์ แต่เงื่อนไขสำคัญของภาษีรถกระบะคือ รถกระบะนั้นจะต้องผลิตหรือประกอบในประเทศเท่านั้น จึงไม่มีมาตรการลดภาษีนำเข้า นั่นหมายความว่าค่ายรถกระบะที่ผลิตในไทย จะต้องเปลี่ยนจากเครื่องยนต์น้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าภายใน 2-4ปีนี้
มาตรการภาษีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ราคาไม่เกิน 150,000 บาท ได้รับการลดราคา 18,000 บาท
จากนโยบายนี้จะเห็นได้ว่ามาตรการรถยนต์ส่วนบุคคลราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทนั้นน่าสนใจจริงๆ หากลองคิดเล่นๆ การสั่งซื้อรถไฟฟ้านำเข้าจากค่ายจีน เกาหลี หรือญี่ปุ่นมายังประเทศไทย คำนวนราคารถแบบ CIF คือการนำเอาผลรวมของราคารถนำเข้าจากประเทศต้นทาง + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ + ค่าประกันภัยขนส่ง สมมติว่าทั้งหมดรวมเป็นเงินสุทธิ 1,000,000บาท เมื่อเข้าร่วมมาตรการภาษีของรัฐบาลในครั้งนี้แล้ว ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าซึ่งเป็นกำแพงราคาที่ใหญ่ที่สุด จะเหลือเพียงภาษีสรรพสามิต 2% คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 20,000 บาท ภาษีมหาดไทย 10% คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 100,000 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 80,000 บาท
เมื่อรวมกันแล้วจะได้ราคาที่ต้องจ่ายเพียงแค่ 1,200,000 บาท ทั้งยังมีส่วนลดอีก 150,000 บาท ทำให้ราคารถเหลือเพียง 1,050,000 บาท เพราะฉะนั้นจากรถราคา 1,000,000 บาท เมื่อผ่านขั้นตอนเสียภาษีแล้ว ราคาจะถูกปรับขึ้นเพียงแค่ 50,000 บาทเท่านั้นเอง เรียกว่าราคาแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยสำหรับรถนำเข้า

นโยบายต่างๆ ที่ออกมารองรับเพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจขึ้นในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้า เช่นค่ายรถน้องใหม่อย่าง GWM ของจีนก็ได้เริ่มทำตลาดในไทยมาสักพัก และตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในจังหวัดระยองแล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตรถยนต์ยี่ห้อ HAVAL และ ORA ในประเทศไทยให้ได้ภายในต้นปี 67 และยังมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากไต้หวันอย่าง Foxconn ที่ประกาศร่วมมือกับ ปตท. จัดตั้งบริษัทรถไฟฟ้าที่จะผลิตในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยตั้งเป้าว่าจะผลิตรถไฟฟ้า 150,000 คัน
หากผลตอบรับในมาตรการนี้เป็นไปในทิศทางที่ดี ย่อมสะท้อนถึงความพร้อม ความต้องการ และกำลังซื้อของคนไทยที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของค่ายรถรายใหญ่ ที่จะมีผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และทำให้ไทยได้ขยับเข้าใกล้การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ตามนโยบาย 30@30 อีกด้วย