![]()
ถึงจะมีข่าวแว่วมาว่าจะกำหนดดีเดย์ถอดหน้ากากอนามัยกันได้ทั้งเมือง เพราะโควิด-19 กำลังจะถูกประกาศเป็นโรคประจำถิ่น แต่ในด้านการปกป้องทางเดินหายใจของเราจากฝุ่นควันมลพิษในอากาศ หน้ากากอนามัยก็ยังถือว่าจำเป็นไม่น้อย
ปัจจุบันมีหน้ากากอนามัยหลายชนิด ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน เราจึงขอเล่าถึงเหล่าหน้ากากอนามัยทั้งหลาย ว่าแบบไหนดีอย่างไร เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้คุณใช้ตัดสินใจเลือกหน้ากากคู่ใจได้อย่างไม่ขัดเขิน
![]()
FFP2 – ป้องกัน PM2.5 = 99.85%
เป็นหน้ากากอนามัยที่มีการป้องกันสูงสุด เพราะนอกจากจะป้องกัน PM2.5 แล้ว ยังสามารถป้องกันเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เกสรดอกไม้ สารคัดหลั่งจากผู้อื่นได้สูง ทั้งยังปกป้องคุณจากสารเคมี ฟูมโลหะ (ไอระเหยจากการหลอมเหลวของโลหะ) ไปอีก แถมยังมีดีไซน์โค้งเว้ากระชับรับเบ้าหน้าและจมูกแบบแนบมิดสนิทเนียนสุดๆ เรียกได้ว่าปกป้องคุณจากมลพิษทางอากาศกันอย่างเต็มขั้น
![]()
N95 – ป้องกัน PM2.5 = 99.63%
หน้ากากอนามัยชื่อดัง รู้จักกันดีว่าป้องกันเชื้อโรคขนาดเล็กมากๆ ได้ ด้วยวัสดุที่ผลิตจากโพลีโพรพิลีน (Polypropylene) จึงมีประสิทธิภาพดักจับอนุภาคขนาดเล็ก รวมไปถึงไวรัส แบคทีเรีย ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ และสารคัดหลั่งจากผู้อื่นได้อีกด้วย แถมออกแบบให้ครอบบริเวณหน้า ปาก และจมูกอย่างมิดชิด สิ่งแปลกปลอมใดๆ ก็ไม่สามารถเข้ามาทำอันตรายร่างกายได้แน่นอน
![]()
KF94 ป้องกัน PM2.5 – 98.95%
หน้ากากชนิดนี้เป็นหน้ากากกรองอากาศส่งตรงมาจากเกาหลี คำว่า KF ย่อมาจาก Korea Filter ส่วน 94 คือประสิทธิภาพกรองอากาศได้ 94% ซึ่งได้ผ่านการทดสอบมาตรฐาน NIOSH จากอเมริกา ที่ประเทศเกาหลีนอกจากจะมีปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้ว ยังมีปัญหา ‘ฝุ่นเหลือง’ ซึ่งเป็นฝุ่นเกสรดอกไม้จากเขตทะเลทรายของจีนที่พัดเข้ามา ซึ่งเจ้าหน้ากาก KF94 นี้สามารถดักจับฝุ่นจิ๋วทั้ง PM2.5 และฝุ่นเหลือง ได้ดี
แต่หน้ากาก KF94 เป็นกลุ่มหน้ากากกรองฝุ่น ไม่ได้ผ่านการทดลองเรื่องการกรองเชื้อโรคไวรัส
![]()
หน้ากากผ้ามีแผ่นกรอง ป้องกัน PM2.5 – 43.3%-98.8%
หน้ากากชนิดนี้จัดเป็นหน้ากากกรองฝุ่น เวลาเลือกให้เลือกใช้หน้ากากที่ทำจากผ้าฝ้าย จะกรองฝุ่นได้ดีกว่าผ้ามัสลิน และจุดที่จะช่วยให้หน้ากากนี้มีประสิทธิภาพกรอง PM2.5 ได้ดีขึ้นก็คือ การใส่แผ่นกรองด้านในนั่นเอง โดยแผ่นกรองแต่ละชนิดก็จะมีประสิทธิภาพต่างกันไป เริ่มจากแผ่นกรองคาร์บอน มีเวลสูงสุด คือกรอง PM2.5 ได้ 88.3-98.8% รองลงมาคือกระดาษทิชชูเช็ดหน้าซ้อนกัน 8 ชั้น กรองได้ 63% และสุดท้ายคือแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศที่ผลิตจากใยโพลีโพรพิลีน (polypropylene) กรองได้ 43.3% ดังนั้นจะเลือกใช้แผ่นกรองแบบไหน ก็ควรเช็กค่ามลพิษทางอากาศในแต่ละวันร่วมด้วย จะได้หยิบจับมาใช้ให้เหมาะสม
![]()
หน้ากากทางการแพทย์ ป้องกัน PM2.5 – 97.22%
หน้ากากทางการแพทย์นี้เป็นอีกหนึ่งหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ดี ผลิตจากวัสดุผ้าหรือโพลีโพรพิลีน ซึ่งเป็นพลาสติกปลอดภัยต่อผู้ใช้ และยังช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ด้วย เวลาใส่ให้นำด้านสีเขียวออกด้านหน้า เพื่อป้องกันสารคัดหลั่งจากผู้อื่น นอกจากนี้ยังป้องกันเกสรดอกไม้ ไวรัส แบคทีเรีย ได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าต้องการเพิ่มความสามารถในการกรองเชื้อโรค สามารถใส่ซ้อน 2 ชั้น เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรคมากขึ้นจากเดิม 66.37% ขยับขึ้นเป็น 89.75 % เลย
ทั้งนี้ หน้ากากอนามัยทุกชนิดที่กล่าวมา มีอายุการใช้งานแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ใช้แล้วต้องทิ้ง (หน้ากากผ้ามีไส้กรอง ก็ต้องเปลี่ยนไส้กรอง และต้องซักหน้ากากผ้าประจำ) ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำ ซึ่งจุดที่กังวลไม่ใช่เรื่อง PM2.5 แต่ปัจจุบันมีเชื้อโรคในอากาศที่อันตราย จึงไม่ควรใช้ซ้ำด้วยประการทั้งปวง
และเนื่องจากหน้ากากบางชนิดแนบสนิทกับโครงหน้ามาก ทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน และ คาร์บอนไดออกไซด์ไม่ค่อยดีเท่าไร จึงควรถอดหน้ากากพักบ้างหลังใช้ได้ 3 ชั่วโมง แล้วจึงใส่ใหม่ และระหว่างพับต้องระวังอย่าให้มือไปสัมผัสกับด้านในของหน้ากาก เพราะมือที่พับอาจปนเปื้อนเชื้อโรค กลายเป็นเหมือนเอาเชื้อโรคไปป้ายไว้ด้านในหน้ากาก พอสวมใส่อีกครั้งก็เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้นั่นเอง
เอาเป็นว่าชอบแบบไหนก็เลือกใช้กันได้ตามสะดวกเลยจ้า
ที่มาข้อมูล:
1. หน้ากากประเภทไหน? จะช่วยให้เรารับมือกับ ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 – YouTube
2. www.tosh.or.th/index.php/blog/item/809-2020-09-25-03-20-09
3. thai-safetywiki.com
4. www.youtube.com/watch?v=GF0zb05vC74