
เราถูกบอกให้ใส่หน้ากาก ทำงานจากที่บ้าน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ฯลฯ เมื่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 หวนกลับมา เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำรอยเดิมทุกปีอาจไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้แก้ไม่ได้ แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังแก้ปัญหาไปไม่ถึงต้นตอ?
ในกิจกรรม ‘นักสืบฝุ่น’ สงครามฝุ่นเมือง The Series ครั้งที่ 4 ตอน ฝุ่นไม่รู้จักเขตแดน ที่สภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้มีส่วนร่วมในการถกปัญหาและแลกเปลี่ยนร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาสังคม พบข้อสรุปชัดเจนว่า ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนมากกว่าฝุ่นที่ปล่อยจากภาคการจราจรและขนส่ง
เพราะตัวแปรสำคัญในช่วงวิกฤติของคุณภาพอากาศ คือฝุ่นจากภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่พัดมาจากนอกพื้นที่ ขณะเดียวกันกรุงเทพฯ ก็ส่งฝุ่นที่เกิดจากกิจกรรมในพื้นที่ไปยังจังหวัดที่อยู่ใต้ลม เช่น สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม เช่นกัน ด้วยธรรมชาติของฝุ่นที่ไร้พรมแดนจึงไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยลำพัง และต้องการทางออกในเชิงนโยบายมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สืบต้นตอฝุ่นจากภาคเกษตร
จริงอยู่ว่ากรุงเทพฯ มีพื้นที่เกษตรจำนวนหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง แต่แหล่งกำเนิดหลักของฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง หรือการเผาชีวมวล จะอยู่ภายนอกกรุงเทพฯ ซึ่งก่อปริมาณฝุ่นสะสมมากกว่า โดยมาจากการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ภาคกลาง และจากไฟป่า เช่น กรณีไฟป่าที่เขาใหญ่ซึ่งพัดพาฝุ่นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ
และเมื่อนำข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ‘ตามรอยเผา’ ซึ่งใช้ข้อมูลดาวเทียมความละเอียดสูงชี้เป้ารอยเผาระดับแปลงเกษตร มาวิเคราะห์ร่วมกับทิศทางลม เปรียบเทียบกับสถานีวัดค่าฝุ่น PM2.5 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมหนาว) จะพัดพาควันจากการเผานาข้าวบริเวณนครนายกและปราจีนบุรีเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยตรง ส่วนในเดือนมีนาคม เมื่อลมใต้พัดขึ้นจากอ่าวไทยผ่านกรุงเทพฯ ก็จะหอบเอาควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในลพบุรีและนครสวรรค์ ไปสร้างผลกระทบต่อภาคเหนือตอนล่างเช่นกัน
และจากการประเมินโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียศึกษา พบว่า หากจัดการการเผาพื้นที่เกษตรทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ได้ จะช่วยลดฝุ่นในกรุงเทพฯ ลงได้ถึง 30%

สืบมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
หากการเผาคือสาเหตุของวันที่อากาศเลวร้ายระดับสีแดง ภาคอุตสาหกรรมก็คือจำเลยของวันที่อากาศมีเกณฑ์อยู่ในระดับสีเหลืองและสีส้ม ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเกือบ 300 วันต่อปีในบางพื้นที่ ซึ่งแหล่งกำเนิดนั้นมีทั้งโรงงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในจำนวนนี้ยังมีโรงงานขนาดกลางและเล็กที่มี ‘ฝุ่นเล็ดลอด’ (Fugitive Emission) ซึ่งไม่เคยถูกนับรวมในบัญชีการระบายมลพิษ จึงถูกละเลยในการแก้ปัญหา
กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้ให้เห็นถึงภัยเงียบจากโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) จำนวนมหาศาล และก๊าซชนิดนี้เป็นสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิที่เพิ่มความเป็นพิษให้ PM2.5 มากยิ่งขึ้น โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเพียง 19 แห่งในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ปล่อย NOx รวมกันถึง 127.24 ตันต่อวัน ทั้งมาตรฐานการปล่อย NOx ของไทยยังอ่อนกว่าประเทศอื่นหลายเท่าตัว
ส่วนงานวิจัยจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ เผยว่า ในพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่นอย่างสมุทรสาคร ซึ่งมีโรงงานกว่า 6,000 แห่ง และเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นที่สามารถพัดพาเข้าสู่กรุงเทพฯ พบว่ามีฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงถึง 83.29 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสูงเกินมาตรฐานของไทย (37.5) ถึง 2 เท่า และจุดที่ตรวจพบสูงสุดอยู่ที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง
และในฝุ่นยังมีสารก่อมะเร็งไดออกซิน (Dioxin) ในระดับที่สูงเกินค่ามาตรฐานของต่างประเทศในทุกจุดที่เก็บตัวอย่าง ทั้งยังพบโลหะหนักอันตราย เช่น ปรอทและอะลูมิเนียม ปะปนอยู่ในฝุ่นด้วย

ทางออกที่เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุก
ทางออกของฝุ่นที่ไร้พรมแดน ไม่ได้อยู่ที่การรอให้ลมเปลี่ยนทิศ แต่ขึ้นกับการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายจากการตั้งรับไปสู่การจัดการเชิงรุก และต้องการความกล้าหาญทางการเมืองในการเดินหน้าผลักดัน
- ควบคุมมลพิษอุตสาหกรรม ต้องมีกฎหมาย PRTR
พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ หรือ ‘PRTR’ คือจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะกฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สาธารณะ ทำให้ประชาชนหรือคนในพื้นที่มีข้อมูลในการตรวจสอบและปกป้องตัวเองได้ ส่วนภาครัฐก็จะได้นำข้อมูลที่รวบรวมไว้ไปวางแผนนโยบายได้ตรงจุด ขณะเดียวกันก็สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม - จัดการมลพิษในประเทศ
ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การบูรณาการแผนปฏิบัติการลดมลพิษของกรุงเทพฯ และอีก 5 จังหวัดปริมณฑล ซึ่งเป็นเขตควบคุมมลพิษเข้าด้วยกัน เป็นพื้นที่ผืนใหญ่ในการจัดการปัญหามลพิษ แนวทางนี้จะทำให้การแก้ไขปัญหามีความเบ็ดเสร็จและครอบคลุมทั้งแหล่งกำเนิดภายในและภายนอก - จัดการมลพิษข้ามแดน
มลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะทางทิศตะวันออก สามารถส่งผลกระทบได้ไกลถึงกรุงเทพฯ เพื่อจัดการปัญหาข้ามพรมแดนนี้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกการจัดการระดับภูมิภาคผ่านอาเซียน ซึ่งแม้จะมีความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ปัจจุบันประเทศไทยมีความร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Clear Sky’ กับประเทศลาวและเมียนมาแล้ว แต่ยังขาดประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกที่ยังไม่ได้เข้าร่วม ซึ่งกรมควบคุมมลพิษต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนในเวทีระหว่างประเทศต่อไป