• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • Jet Zero จากเมืองผู้ดี แผนเปลี่ยนการบินให้เป็นมิตรกับท้องฟ้า
  • 10 บริษัทระดับโลก ที่ตั้งเป้าหมายสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
  • เพราะฝุ่นไม่รู้จักเขตแดน ผลกระทบฝุ่นจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม กับทางออกที่ไม่ใช่แค่รอลมเปลี่ยนทิศ
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Article

ยกระดับคุณภาพชีวิตและต้นไม้ในเมือง ผ่านการขับเคลื่อนด้วย ‘ศาสตร์รุกขกรรม’

  • November 28, 2025
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

ต้นไม้ในเมือง สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชากรเมืองโดยตรง ทั้งความสำคัญในการบำบัดมลพิษทางอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยลดอุณภูมิให้เมือง และพื้นที่สีเขียวยังช่วยให้เกิดความร่มรื่นผ่อนคลาย คืนสมดุลให้ระบบนิเวศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น

ในขณะที่สัดส่วนต้นไม้ต่อประชากรที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 9-15 ตารางเมตรต่อคน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ ตามทะเบียนราษฎร์กว่า 6 ล้านคน ในปี 2565 พบว่า กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียว 7 ตารางเมตรต่อคน และหากนับรวมประชากรแฝง ประชากรในกรุงเทพฯ จะมีประมาณ 10 ล้านคน นั่นหมายความว่าเรามีพื้นที่สีเขียวอยู่เพียง 3 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กทม. ได้ตั้งเป้าเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวให้ได้ 10 ตารางเมตรต่อคนภายในปี 2573 ผ่านนโยบายต่าง ๆ ซึ่งการจัดการต้นไม้ในเมืองยังต้องอาศัยองค์ความรู้มาสนับสนุน และ ‘ศาสตร์รุกขกรรม’ ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ต้นไม้ยืนต้นอยู่ในเขตเมืองได้อย่างแข็งแรง และปลอดภัยต่อคนเมือง

ในงาน ‘Thailand Arboriculture Conference 2025’ จัดโดยสมาคมรุกขกรรมไทย ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้แนวคิด ‘Innovating Urban Tree Care for a Sustainable Future’ เน้นการนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ดูแลต้นไม้ในเมือง นอกจากจะได้ฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานจริงทั้งในไทยและระดับสากล ยังมีเรื่องราวของ ‘การพัฒนาการจัดการต้นไม้ในเขตเมืองของประเทศไทยสู่อนาคต’ จากเวทีเสวนาเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์

จุดเปลี่ยนของการดูแลต้นไม้ในเมือง และบทเรียนจากสิงคโปร์
ในอดีต ภาพจำของการดูแลต้นไม้ริมทางของไทยมักจบลงด้วยการตัดแต่งที่ขาดหลักวิชาการ หรือการตัดแบบ ‘หัวด้วน’ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากกิ่งไม้หักหรือตัดทิ้งทั้งหมด แต่ปัจจุบันความต้องการของคนเมืองได้เปลี่ยนไปสู่ต้นไม้ที่สวยงามและปลอดภัย การนำศาสตร์รุกขกรรมมาใช้กิ่งไม้ในการตัดแต่งดูแลต้นไม้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับสิ่งแวดล้อมเมืองและคุณภาพชีวิต

ผศ. ดร.พรเทพ เหมือนพงษ์ จากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรุกขกรมืออาชีพ ได้หยิบยกตัวอย่างการจัดการต้นไม้ของสิงคโปร์ ซึ่งการปลูกต้นไม้คือภารกิจแรกที่ลี กวนยู ประกาศเมื่อรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สิงคโปร์ปลูกต้นไม้ปีละหมื่นต้น เป็นเวลา 50 ปี และสร้างประเทศซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ให้เป็นเมืองในสวน ที่ส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่และสร้างอากาศที่บริสุทธิ์ให้พลเมือง

นอกจากความสม่ำเสมอในการปลูกต้นไม้ สิงคโปร์ยังมีการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ โดยให้มีหน่วยงาน National Parks Board (Nparks) รับผิดชอบดูแลพื้นที่สีเขียวทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จในหน่วยงานเดียว และ ‘สร้างคน’ ที่จะเข้ามาดูแลงานส่วนนี้ โดยมีหน่วยงาน CUGE เป็นหน่วยรับรองมาตรฐานวิชาชีพ และมีระบบรับรองเครดิต WSG เพื่อรับรองสมรรถนะวิชาชีพ

เมื่อย้อนกลับมาดูการจัดการต้นไม้ของ กทม. ปัจจุบันมีโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในระยะยาว แต่การดูแลต้นไม้โดยเฉพาะต้นไม้ริมทางนั้นมีความซับซ้อน เนื่องจากมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบทับซ้อนกัน ไม่ว่า กทม. การไฟฟ้าฯ กรมทางหลวง ทำให้ขาดเอกภาพในการจัดการ

ด้วยแรงบันดาลใจจากสิงคโปร์ สมาคมรุกขกรรมไทยได้มีการผลักดันมาตรฐานวิชาชีพ ด้วยการจัดสอบและรับรองมาตรฐาน ผ่านสมาคมรุกขกรรมไทย และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (TPQI) และจัดตั้งมาตรฐานวิชาชีพ 3 สาขา คือ ผู้ปฏิบัติงานบนต้นไม้, รุกขกร, และผู้ประเมินความเสี่ยงอันตรายจากต้นไม้ ปัจจุบันมีผู้ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพนับร้อยคนอยู่ทั่วประเทศ

รุกขกรมืออาชีพ ในภารกิจของ กทม.
กทม. ได้มีการยกระดับมาตรฐานการจัดการต้นไม้ จากการทำงานรูปแบบเดิม สู่ระบบที่ใช้ความรู้ด้านวิชาชีพเฉพาะทาง วลัยลักษณ์ ภูริยากร หัวหน้าฝ่ายรุกขกรรมและจัดการต้นไม้ในเมืองของ กทม. คือผู้ผ่านการสอบและรับรองมาตรฐานวิชาชีพจากสมาคมรุกขกรรมไทยและสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และเป็นรุกขกรคนแรกของ กทม. ปัจจุบัน กทม. มีรุกขกรประจำอยู่ 31 คน โดยตั้งเป้าให้มีรุกขกรเขตละ 1 คน ครบทั้ง 50 เขต

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงานของรุกขกร วันนี้การตัดแต่งต้นไม้มีความละเอียดและสวยงามขึ้น แม้ยังไม่สมบูรณ์แบบทั้งหมด แต่ก็นับเป็นการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ นอกจากนี้ยังได้ขยายบทบาทของรุกขกรจากผู้ปฏิบัติไปสู่ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผ่านการอบรมประชาชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลต้นไม้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง

วลัยลักษณ์ฉายภาพปัจจุบันว่า นโยบายด้านต้นไม้ของ กทม. ได้ขับเคลื่อนไปในหลายทิศทาง เช่น การปลูกต้นไม้ล้านต้น สวน 15 นาที ไปจนถึงการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ร่มไม้จาก 15–18% ให้ถึง 30% ของพื้นที่เมืองในอนาคต ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภูมิทัศน์ แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพชีวิตและระบบนิเวศเมือง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชน เพราะคนจำนวนไม่น้อยแม้จะรักต้นไม้ แต่ยังไม่เข้าใจวิธีดูแลที่เหมาะสม กทม. จึงต้องสื่อสารและจัดอบรมให้ความรู้มากขึ้น เพื่อให้ต้นไม้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี

วิชาชีพรุกขกรรม มาตรฐานใหม่ของการจัดการต้นไม้เมือง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ราชบัณฑิตสาขาภูมิสถาปัตยกรรม ผู้บัญญัติคำว่า ‘รุกขกร’ ในประเทศไทย ชี้ว่า รุกขกรเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตของต้นไม้และความปลอดภัยของเมือง การสร้างระบบวิชาชีพที่ต้องมีองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ และมีมาตรฐานรองรับอย่างชัดเจน การจัดสอบใบอนุญาตจากสมาคมรุกขกรรมไทย และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ คือหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแลต้นไม้ในเมือง ให้ต่างจากอดีตที่ขาดหลักวิชาการและการควบคุมมาตรฐาน

ทั้งได้ย้ำว่า ความรู้พื้นฐาน คือหัวใจของงานรุกขกรรม เพราะการจัดการต้นไม้ในเมืองเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพื้นที่สาธารณะโดยตรง เช่น เทคนิคการตัดแต่งที่ช่วยลดน้ำหนักยอด ป้องกันการโน้มเอียงในช่วงฤดูฝน ความเข้าใจระบบรากที่อาจลอยขึ้นเพราะน้ำใต้ดิน รวมถึงการสังเกตสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการล้มของต้นไม้ หากขาดการวิเคราะห์อย่างถูกหลักวิทยาศาสตร์ ต้นไม้ที่ปลูกมานานอาจกลายเป็นความเสี่ยง และสร้างอันตรายให้เมืองได้โดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้ยังเสนอให้มองรุกขกรรมเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ เช่น การจัดการเศษไม้จากการตัดแต่งให้กลายเป็น Biochar หรือดิน Structured Soil การผลิตกล้าไม้ การย้ายต้นไม้ หรือแม้แต่การตั้งศูนย์จัดการป่าไม้เมือง ซึ่งล้วนเป็นโอกาสในวิชาชีพ

งบประมาณและมาตรฐานร่วมคือเงื่อนไขสำคัญ
อรยา สูตะบุตร จากสมาคมรุกขกรรมไทย และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Big Trees ชี้ถึงปัญหาของการจัดการต้นไม้ในเมืองว่า แม้ กทม. จะมีความก้าวหน้าในการดูแลต้นไม้ได้ดีขึ้น แต่ในพื้นที่สาธารณะที่มีสิ่งก่อสร้างหรือทางเท้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักให้ความสำคัญกับงานก่อสร้างมากกว่างานดูแลต้นไม้ จึงควรผลักดันให้มีมาตรฐานร่วมกันในการจัดการ การบริหาร และการออกแบบ

และสำคัญที่สุด การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวสาธารณะต้องแลกมาด้วยการลงทุน เช่นที่สิงคโปร์ทุ่มงบประมาณเฉพาะการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวสาธารณะสูงถึง 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐต้องกล้าลงทุนหากต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้พลเมือง

เสียงจากเวทีเสวนานี้เป็นสิ่งสะท้อนว่า การดูแลต้นไม้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงหลักวิชาชีพและความตั้งใจของบุคลากรเท่านั้น แต่ต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับความต้องการของเมืองในระยะยาว

ภาพ: คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อ้างอิง:
– www.isranews.org/article/isranews-scoop/107414-isranews-246.html

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

Related Topics
  • CoCreatingCleanAirForAll
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
  • สสส.
You May Also Like
View Post

เด็กไทยไม่ยอมแพ้ฝุ่น! ปลุกพลังนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาด

View Post

ฝุ่นเมือง สุขภาพ และระบบนิเวศอากาศสะอาด ที่ทุกภาคส่วนต้องมองเป้าหมายเดียวกัน

View Post

ฝุ่นข้ามพรมแดน ปัญหาที่ต้องแก้แบบไร้พรมแดน

View Post

“เอลล่า” เด็กหญิงผู้ผลักให้อังกฤษเดินหน้ากฎหมายอากาศสะอาด

View Post

โจทย์ ‘ไฟป่า’ ในมือคนท้องถิ่น บทเรียนจริงจากพื้นที่สู้ไฟกับทางออกที่ต้องขยับทั้งระบบ

View Post

ป่วยจาก PM2.5 ต้องทำอย่างไร?

View Post

แก้ฝุ่นจากไฟเกษตรต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตจนถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

View Post

เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล: ฐานสำคัญของการจัดการฝุ่น PM2.5

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.