ไม่ต้องใช้มาตรวัดหรืออุปกรณ์ช่วยคำนวณทางวิทยาศาสตร์ เราก็สามารถบอกได้ว่าพื้นที่นั้นมีคุณภาพอากาศเป็นยังไง ด้วยปริมาณไลเคนที่เกาะอยู่บนต้นไม้
ในงาน Thailand Tree Climbing Championship 2025 (TTCC) ที่จัดขึ้นเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่สวนเบญจกิติ มีหนึ่งกิจกรรมเล็ก ๆ ที่แฝงอยู่ในตารางอย่างน่าสนใจ คือ ‘Lichen Walk’ ที่พาเราออกสำรวจไลเคนในสวนเบญจกิติ เพื่อหาคำตอบว่า ไลเคนบนเปลือกไม้ที่เราเห็น บอกอะไรกับเรา

ผู้ร่วมสำรวจที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างถือแว่นขยาย สายวัด และสเปรย์น้ำ วัด ส่อง ฉีด ไปบนเปลือกไม้ที่มีการปรากฏอยู่ของไลเคน สิ่งมีชีวิตที่เป็นการอยู่ร่วมกันของสาหร่ายและราแบบพึ่งพากัน โดยสาหร่ายทำหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร ส่วนราจะสร้างเส้นใยปกคลุมเพื่อปกป้องสาหร่าย ซึ่งในหนึ่งปี ไลเคนจะขยายตัวเพียงแค่ราว 0.5 มิลลิเมตรเท่านั้น
เหตุที่ไลเคนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพอากาศได้ เป็นเพราะว่าไลเคนที่อาศัยปัจจัยเช่นเดียวกับพืชในการเติบโต แต่สิ่งเดียวที่ไลเคนทำไม่ได้ คือการทนทานต่อมลภาวะอากาศ การมีอยู่ของไลเคนจึงบ่งบอกว่าอากาศในพื้นที่นั้นดีพอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการมีไลเคนจะเป็นการการันตีว่าอากาศดีทั้งหมด เพราะชนิดของไลเคนจะเป็นตัววัดระดับคุณภาพอากาศด้วยอีกที
🟢 อากาศดี เราจะพบไลเคน ‘กลุ่มอากาศดี’ อย่าง ผักกาดหน่อฟอง ผักกาดหน่อแท่ง พาสต้าเส้นแบน
🟡 อากาศพอใช้ พบไลเคน ‘กลุ่มทนทานมากที่สุด’ อย่างร้อยรู หัตถ์ทศกันฐ์กุมน้ำแข็ง ไฝพระอินทร์ สิวหัวช้าง ไหทองโรยขมิ้น
🟠 อากาศแย่ พบไลเคน ‘กลุ่มทนทานสูง’ มากกว่ากลุ่มอื่น อย่างสาวน้อยกระโปรงบานบางกอก ริ้วแพร ร้อยเหรียญ แป้งมณโฑ กลุ่มลายเส้น กลุ่มโดรายากิ
🔴 อากาศแย่มาก เราจะพบ ‘เฉพาะไลเคนกลุ่มทนทานสูง’
🟣 มลภาวะทางอากาศรุนแรงมาก เราจะไม่พบไลเคนเลย
หากจะพอสังเกตต้นไม้ในกรุงเทพฯ กันอยู่บ้าง เราจะพบว่าต้นไม้ที่อยู่ตามแนวถนนหรือกระทั่งชิดขอบสวน แทบไม่มีไลเคนเลย แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปในสวนเรามักพบไลเคนเกาะอยู่ตามเปลือกไม้ ภาพนี้บอกกับเรากลาย ๆ ว่า อากาศในสวนหายใจได้คล่องกว่าภายนอก

เราปักหมุดบริเวณสำรวจกันอยู่ที่กลุ่มต้นยางนาหลายสิบต้น เกณฑ์การเลือกก็คือต้องเป็นต้นไม้ที่มีขนาดรอบวง 50 ซม. ขึ้นไปเมื่อวัดจากความสูง 130 ซม. จากพื้นดิน และในการสำรวจเราจะสำรวจกันที่ความสูงไม่เกิน 200 ซม. จากผลสำรวจที่เราพบไลเคนกลุ่มทนทานมากที่สุด และกลุ่มทนทานสูง มากพอกัน พอจะบอกได้ว่าอากาศในสวนนั้นพอใช้ค่อนไปทางแย่ แต่อย่างน้อยก็เป็นอากาศที่คุณภาพดีกว่าพื้นที่นอกสวน ที่อากาศย่ำแย่จนไลเคนไม่สามารถเกิดได้
จากการสำรวจไลเคนในสวน ความสำคัญของคุณภาพอากาศได้ถูกหยิบยกมาเป็นบทสนทนาในเวทีเสวนา ‘ต้นไม้กับการบรรเทามลภาวะอากาศ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน’ ที่ร่วมจัดโดย TTCC สมาคมรุกขกรรมไทย Big Trees สสส. และสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ที่ชวนเราคิดต่อว่า หากธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณแบบนี้ เมืองควรตอบสนองอย่างไร?
ขณะเดียวกัน ข้อมูลย้อนหลังหลายปีสะท้อนตรงกันว่า ค่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ เกินมาตรฐานแทบตลอดทั้งปี และพื้นที่ในสวนมีค่าเฉลี่ยฝุ่นต่ำกว่าริมถนนอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ชวนมองลึกไปอีกขั้นว่า การมีต้นไม้ในเมืองไม่ใช่แค่ ‘ปลูกให้มากขึ้น’ แต่คือ ‘ปลูกให้ถูก’ ชนิด และลักษณะของใบมีความสำคัญอย่างมาก ใบที่มีผิวขรุขระ มีเส้นใบจำนวนมาก หรือมีขนใบ จะช่วยดักจับฝุ่นละอองได้ดีกว่า ขณะที่ต้นไม้บางชนิดอาจปล่อยสารระเหย (VOCs) ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับมลพิษในอากาศ อาจก่อให้เกิดฝุ่นทุติยภูมิตามมา

นอกจากชนิดของต้นไม้แล้ว ‘รูปแบบการปลูก’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากจัดวางต้นไม้เป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ระดับทางเดินหายใจ ไปจนถึงไม้พุ่มหรือไม้คลุมดิน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดฝุ่นได้มากกว่าการปลูกแบบกระจัดกระจาย ในพื้นที่เมืองที่มีข้อจำกัดอย่างทางเท้า หากมีการจัดการที่ดีสามารถช่วยลดฝุ่นได้ในระดับที่มีความหมายต่อการหายใจของคนเมืองจริง ๆ แต่ต้นไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่นจนไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ดี ย่อมทำหน้าที่กรองอากาศได้น้อยลง การ ‘ดูแลรักษา’ จึงสำคัญ เพราะต้นไม้ในเมืองจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของเมืองด้วย
เมื่ออากาศในสวนหายใจได้ดีกว่าริมถนน คำถามหนึ่งที่ตามมาคือ คนเมืองควร ‘เคลื่อนที่’ อย่างไร ศิลป์ ไวยรัชพานิช กรรมการมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย ชี้ให้เห็นว่า การเดินทางด้วยการเดินและปั่นจักรยาน ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพและความเป็นธรรมในเมือง ผู้ที่เลือกเดินหรือปั่นจักรยาน แทบไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ แต่กลับต้องเผชิญกับอากาศที่แย่ที่สุดบนท้องถนน และมักรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของโครงสร้างเมือง
จากข้อมูลการนำเสนอสะท้อนว่า การลดพื้นที่ถนนบางส่วน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทางเท้า และเลนจักรยาน ไม่ได้ทำให้เมืองหยุดนิ่งอย่างที่หลายคนกังวล ตรงกันข้าม เมืองที่ให้พื้นที่กับการเดินทางทางเลือก กลับมีคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและเป็นมิตร จะทำให้การเดินทางทางเลือกนี้ เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันได้

ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ผู้จัดการสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ชวนเราย้อนกลับไปตั้งคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญที่สุดคำถามหนึ่งว่า ‘เราต้องการลมหายใจแบบไหน’ และชวนมองในมุมที่เป็นจริงว่า ปัญหาฝุ่นและอากาศของกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นผลจากวิถีชีวิตของเมืองที่ค่อย ๆ พาเราออกห่างจากธรรมชาติ ทั้งที่ต้นกำเนิดของมนุษย์ผูกพันกับต้นไม้และพื้นที่สีเขียวมาตลอด เมืองที่ขาดต้นไม้จึงไม่ต่างจากเมืองที่ขาดลมหายใจ
ความร่วมมือจึงไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาหรือบันทึกข้อตกลง แต่คือการลงมือทำจริง ตั้งแต่การออกแบบเมือง การเลือกปลูกและดูแลต้นไม้ ไปจนถึงการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเมืองแต่ละคน ที่จะช่วยขยับเมืองพร้อมกับคืนธรรมชาติให้กับเมืองไปด้วย