![]()
บางทีที่เราสมองตื้อคิดอะไรไม่ออก หรือรู้สึกหม่นใจโดยไร้สาเหตุ คุณรู้ไหมว่าอาการดังกล่าว อาจมี PM2.5 เป็นตัวการชักใยอยู่เบื้องหลัง
ข้อมูลจาก คู่มือเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยที่คุกคามสุขภาพ จากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของกรมควบคุมโรค ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นจิ๋ว PM2.5 ว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคจิตเวช ซึ่งสาเหตุความเชื่อมโยงก็คือ เจ้าฝุ่นจิ๋วตัวร้ายนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือดและระบบประสาท จึงทำให้การทำงานของสารสื่อประสาทผิดปกติไป และจากจุดนี้เองที่นำไปสู่การเกิดภาวะซึมเศร้า เครียด ร้ายกว่านั้นคือนำไปสู่การปลิดชีพตนเอง
นอกจากนี้ยังมีทีมวิจัยในประเทศอังกฤษ ที่ได้ทำการวิเคราะห์งานศึกษาจากหลายประเทศ จนได้ข้อมูลเชิงสถิติยืนยันว่า นอกจากมลพิษทางอากาศจะก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าแล้ว มันยังทำให้ระดับสติปัญญาของคนค่อยๆ ลดลงอย่างมาก โดยผลงานวิจัยมีตัวเลขที่น่าสนใจว่า ถ้าเมืองไหนมีระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน จะทำให้ประชากรในบริเวณนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นถึง 10% เลยทีเดียว
มีข้อมูลหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเชื่อมโยงกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ เกี่ยวกับการใช้แสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้า 30-60 นาที เพื่อรักษาโรคซึมเศร้า เป็นการใช้วิธีธรรมชาติเข้ามาช่วยรักษาอาการดังกล่าว เหตุผลก็เพราะว่า แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ ยิ่งมืดยิ่งทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนนี้สูงขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอน
แต่ถ้าเราตื่นเช้ามาแล้วแสงแดดอ่อนๆ อันทรงค่ากลับถูกบดบังด้วยบรรยากาศมัวหม่นจากฝุ่นควันมลพิษเล่า เราก็หมดสิทธิ์รับพลังบวกจากธรรมชาติจริงไหม
จากที่เล่ามาทั้งหมด ก็เพื่อจะน้อมใจให้ทุกๆ คนช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุของการก่อมลพิษทางอากาศ จริงอยู่ว่า PM2.5 อาจมาจากภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคมขนส่งเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีกิจกรรมเล็กๆ ที่ก่อ PM2.5 ได้เหมือนกัน เช่น การเผาขยะในที่โล่ง สูบบุหรี่ จุดธูปเทียน เผากระดาษ ใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ฯลฯ ซึ่งเหล่านี้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ก่อน ทำได้ด้วยตนเอง ก่อนเริ่มบอกต่อออกไป เมื่อจุดเล็กรวมกันหลายๆ จุด ก็จะกลายเป็นพลังที่ใหญ่ขึ้น แล้วไม่นาน ความสดใสร่าเริง และสมองที่ปลอดโปร่งแจ่มใส และท้องฟ้าสีครามสวย ก็จะกลับมาอีกครั้ง
ที่มาข้อมูล:
1. www.posttoday.com/life/healthy/612551
2. www.nsm.or.th/nsm/th/node/4314