
การประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’ เพื่อการควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มสถานะทางกฎหมาย เพราะหากมองลึกลงไปกว่านั้น นี่คือจุดเปลี่ยนของการจัดการปัญหาฝุ่นพิษในเมืองหลวงกำลังก้าวไปสู่อีกระดับ
แต่การประกาศนี้จะมีผลต่อมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นในเมืองหลวงอย่างไร? การขยับก้าวในครั้งนี้จะเปลี่ยนปัญหาที่เราเคยต้องทน ให้เกิดการแก้ไขที่จริงจังได้แค่ไหน? ยังเป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อ
เครื่องมือสำคัญสู้มลพิษ
เขตควบคุมมลพิษ คือพื้นที่ที่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อ ‘ควบคุม ลด และขจัดมลพิษ’ ในพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษในระดับที่รุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ
หัวใจสำคัญของการยกระดับเป็นเขตควบคุมมลพิษ คือการ ‘เปลี่ยนผ่านอำนาจ’ จากเดิมที่ทำได้เพียงขอความร่วมมือ จะทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของพื้นที่มลพิษ มีอำนาจสั่งการตามกฎหมาย สามารถออกมาตรการบังคับใช้กับแหล่งกำเนิดมลพิษได้โดยตรง และกฎหมายยังกำหนดให้ต้องมีการจัดทำ ‘แผนปฏิบัติการที่เป็นเอกภาพ’ ที่จะบังคับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ มีเป้าหมายและทิศทางเดียวกันไม่ใช่แยกส่วนกันเหมือนในอดีต
และเมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้ว่าฯ สามารถประกาศใช้มาตรการฉุกเฉินได้ทันที ทำให้มีความ ‘รวดเร็วและเด็ดขาด’ ในการรับมือ อีกทั้งทุกมาตรการที่ออกมาภายใต้ประกาศนี้ จะมี ‘สภาพบังคับทางกฎหมาย’ ที่ชัดเจน ผู้ไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษ ต่างจากการขอความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกมัด ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ซึ่งเป็นเหตุให้การแก้ปัญหาไปไม่ถึงฝั่งเสียที

ก่อน-หลัง กรุงเทพฯ เป็น ‘เขตควบคุมมลพิษ’
ที่ผ่านมา แม้กรุงเทพฯ จะประสบกับปัญหาฝุ่นพิษระดับภัยพิบัติ เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในวงกว้าง แต่กรุงเทพมหานครยังมีอำนาจจำกัดในการแก้ปัญหา จึงทำได้แค่ ‘ขอความร่วมมือ’ ในการให้แหล่งกำเนิดมลพิษหยุดกิจกรรมในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งการจะออกมาตรการต่าง ๆ ยังต้องผ่านหลายขั้นตอน และแต่ละหน่วยงานต่างก็แยกกันทำงาน สิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมาตรการส่วนใหญ่ยังคงเน้นการบรรเทาที่ปลายเหตุมากกว่าจัดการที่ต้นตอ
เมื่อมีสถานะเป็นเขตควบคุมมลพิษ จะเป็นการเปิดโอกาสให้กรุงเทพมหานครมีอำนาจทางกฎหมาย มีเครื่องมือ และมาตรการที่ชัดเจนและเข้มข้น โดยผู้ว่าฯ จะมีอำนาจเด็ดขาดในการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดโดยตรง อาทิ สั่งหยุดโรงงานที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หยุดการก่อสร้าง หรือจำกัดการใช้รถยนต์ที่ปล่อยควันดำเกินค่าที่กำหนดได้ ทำให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงทีและเป็นระบบ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องทำงานภายใต้แผนปฏิบัติการเดียวกันแบบบูรณาการ
แผนเชิงรุกของ กทม. ภายใต้สถานะใหม่
หลังมีการประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ กรุงเทพมหานครภายใต้การนำของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็ได้เปิด 3 มาตรการเร่งด่วน เพื่อรับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยตรง คือ
- ลดค่ามาตรฐานควันดำของรถยนต์ดีเซลลง จากปัจจุบันไม่เกิน 30%
- รถควันดำเกินค่ามาตรฐานต้องหยุดวิ่งทันที ไม่ปล่อยให้แก้ไขภายใน 30 วันเหมือนที่ผ่านมา
- ขยายเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) จากเดิมที่ครอบคลุมเพียง 9 เขตชั้นใน และบางแขวงอีก 13 เขต ให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ
และกทม. จะเข้มงวดในการตรวจสอบรถควันดำร่วมกับตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 รุนแรงที่สุด

นอกจากการควบคุมรถยนต์แล้ว กทม. จะเดินหน้าประสานกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2569 ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเข้มงวดกับแหล่งกำเนิดมลพิษในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงหรือปล่อยมลพิษสูงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นการตรวจสอบโรงงานเชิงรุก หากเกินมาตรฐานจะมีคำสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
หากโรงงานปรับปรุงแล้วแต่ค่ามลพิษทางอากาศยังไม่ผ่านมาตรฐาน จะมีคำสั่งให้หยุดการประกอบกิจการโรงงาน ตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ยกร่างกฎหมายใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ กำหนดให้โรงงานในกรุงเทพฯ ต้องติดตั้งอุปกรณ์รายงานการปล่อยมลพิษจากปล่องโรงงาน และกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยสารเจือปนในอากาศจากปล่องหม้อน้ำของโรงงานในกรุงเทพฯ
และกรุงเทพมหานครยังได้มีการพิจารณามาตรการเสริมอื่น ๆ ภายใต้ฐานอำนาจของเขตควบคุมมลพิษ อาทิ การบังคับใช้มาตรการลดฝุ่นจากการก่อสร้าง ทั้งการป้องกันและสั่งหยุดก่อสร้างในวันที่ค่าฝุ่นวิกฤติ จับตาการเผาในที่โล่งและมลพิษข้ามแดน โดยใช้เทคโนโลยีตรวจจับความร้อนและทำงานร่วมกับจังหวัดปริมณฑลที่มีการเผา รวมถึงการสื่อสารและดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งการพยากรณ์สถานการณ์ล่วงหน้าและจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่นเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กและกลุ่มเปราะบาง
แม้การเป็นเขตควบคุมมลพิษของกทม. จะมีสถานะเพียงช่วงเวลาที่ปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับเข้มข้นมีผลกระทบ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ปัญหาฝุ่นพิษจะไม่ถูกละเลยอีกต่อไป และหากมาตรการเหล่านี้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง เราอาจได้เห็นการลดลงของค่าฝุ่นพิษอย่างเป็นรูปธรรม และทำให้คนกรุงเทพฯ ได้มีลมหายใจที่สะอาดขึ้น
อ้างอิง:
– www.pcd.go.th/laws/36820
– www.facebook.com/bangkokbma/posts/1133302955644519
– epo13.pcd.go.th/th/news/detail/8386
– theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20250909