ความท้าทายสำคัญในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงเวลานี้ คือการขับเคลื่อน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ชะงักลงจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทว่าการเดินทางนี้ยังไม่ไร้หนทางไปต่อเสียทีเดียว เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว ภายหลังการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก รัฐบาลใหม่มีเวลา 60 วัน ในการหยิบยกร่าง พ.ร.บ. ที่ค้างอยู่ขึ้นมาเสนอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาต่อ หากไม่แล้ว เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว ร่าง พ.ร.บ. เหล่านี้จะตกไปโดยผลของกฎหมาย และต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่หมดทั้งกระบวนการ

การประชุมระดับประเทศ ‘Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2’ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20-21 มกราคม 2569 จึงเป็นเวทีสำคัญของการขยับบทสนทนาเชิงนโยบายไปอีกขั้น และฟังเสียงจากพรรคการเมืองที่จะมาเป็นตัวแทนประชาชน ถึงเจตจำนงที่มีต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นที่วิกฤติมาเนิ่นนาน
หลังจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Pre-Forum ครั้งที่ 1 และ 2 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการเผาในภาคเกษตรและพื้นที่ป่า ใน Pre-Forum ครั้งที่ 3 ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด: เครื่องมือสู้ฝุ่น PM2.5-ฝุ่นในภาคเมือง ภาคคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม และผลกระทบต่อสุขภาพ’ และนี่คือสาระสำคัญจาก Pre-Forum ครั้งสุดท้าย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การประชุมระดับประเทศ
- ปัจจัยฝุ่นเมืองกับมาตรการสู้ฝุ่น:
วิกฤติฝุ่นในกรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นเมื่อมี 3 ปัจจัยหลักซ้อนกัน คือ สภาพอากาศปิด การจราจรขนส่ง และการเผาชีวมวล จากการทำงานโดยใช้ชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก นำมาสู่การยกระดับ 10 มาตรการเร่งด่วน ครอบคลุมทั้งภาคจราจร ก่อสร้าง โรงงาน การแจ้งเตือน และการดูแลกลุ่มเปราะบาง (www.breathebangkok.org/article/bangkoks-10-key-actions-for-clean-air) - 4 เสาหลักคุมมลพิษภาคขนส่ง:
ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ มาจากภาคการขนส่ง 72% แนวทางจัดการฝุ่นต้องทำควบคู่กัน 4 ด้าน คือ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ (พัฒนาเครื่องยนต์ให้ปล่อยมลพิษน้อยที่สุด) เชื้อเพลิงสะอาด (ใช้น้ำมันมาตรฐานยูโร 5 และ 6 ที่มีกำมะถันต่ำ) ดูแลรักษาสภาพรถ (บำรุงรักษาเครื่องยนต์ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง และปรับจูนหัวฉีดอย่างสม่ำเสมอ) และลดการจราจรที่ติดขัด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้การระบายมลพิษทำได้ยาก - ปัญหาที่ยังรอทางออก:
การเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 สำหรับรถบรรทุกใหญ่ไปจนถึงปี 2575 ทำให้การแก้ปัญหาล่าช้า ทั้งที่เทคโนโลยีนี้สามารถลดฝุ่นได้ถึงร้อยละ 99 และช่วยกำจัดก๊าซที่ก่อให้เกิดฝุ่นทุติยภูมิได้มหาศาล ขณะเดียวกันแม้รถไฟฟ้าจะมีการขยายตัว แต่คนไม่ใช้เพราะขาดระบบขนส่งรองที่จะรับคนมาสู่สถานีได้อย่างสะดวกและราคาถูก รวมถึงควรเร่งผลักดันระบบดูดไอระเหยน้ำมันที่หัวจ่ายน้ำมันกลับไปเก็บในถัง เพื่อลดสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่จะกลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิในภายหลัง - ฝุ่นข้ามพื้นที่แก้ไม่ได้แค่ลำพัง:
สัดส่วนจากการเผาชีวมวลในจังหวัดรอบข้างและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในบางช่วงฤดูอาจสูงถึงราว 40% ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เห็นชัดว่า ต่อให้เมืองจัดการแหล่งกำเนิดในพื้นที่ได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่เพียงพอหากขาดความร่วมมือข้ามพื้นที่ และในภาคเกษตรการสั่งห้ามเผาอย่างเดียวไม่ยั่งยืน ต้องอาศัยเทคโนโลยี แรงจูงใจ การสนับสนุนทางการเงิน และความร่วมมือกับแหล่งทุนระหว่างประเทศ - ต้นตอสำคัญของฝุ่นอุตสาหกรรม:
แหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศสูงจากโรงงาน คือกลุ่มที่ใช้หม้อน้ำและกระบวนการผลิตที่ต้องระบายอากาศผ่านปล่อง กลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลมีศักยภาพในการเกิดฝุ่นสูงสุด ส่วนกลุ่มโรงงานในกรุงเทพฯ ประมาณร้อยละ 25 ใช้เชื้อเพลิงแข็งและน้ำมันเตาที่มีกำมะถันสูง ซึ่งปล่อยฝุ่นโดยตรงและก่อให้เกิดก๊าซที่เป็นสารตั้งต้นของฝุ่นทุติยภูมิด้วย นอกจากนี้การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ทำให้ประสิทธิภาพการจับฝุ่นลดลงอย่างรวดเร็ว และการที่โรงงานขยายปริมาณการใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น แต่ไม่ขยายระบบบำบัดมลพิษตามภาระงานจริง ก็ทำให้การคุมฝุ่นทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ - มาตรการเชิงรุกที่ต้องยกระดับ:
กรมโรงงานฯ ได้กดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษให้ต่ำลง เพื่อบังคับให้โรงงานใหม่ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีบำบัดที่สูงขึ้น และร่วมมือกับ กทม.ในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากหม้อน้ำทุกขนาดในเขตกรุงเทพฯ ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจสอบในหน่วยการผลิตหลัก พร้อมตั้งเป้าตรวจสอบโรงงานที่มีหม้อน้ำในกรุงเทพฯ ให้ครบ 100% โดยเร็ว และจะขยายผลไปยังปริมณฑลและอีก 17 จังหวัดที่มีโรงงานหนาแน่น - PM2.5 ไม่จำกัดแค่ทางเดินหายใจ:
PM2.5 ส่งผลต่อร่างกายอย่างรุนแรง และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบทางเดินหายใจ แต่รวมถึงโรคผิวหนังอักเสบ ดวงตา หลอดเลือดหัวใจ และสมองขาดเลือด แต่ละปีมีคนไทยได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศสูงถึง 10-11 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กที่นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจแล้ว ยังมีผลต่อพัฒนาการทางสมองและพันธุกรรมตั้งแต่อยู่ในครรภ์ นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว - พิษของฝุ่นเผยความเหลื่อมล้ำ:
ผลกระทบจากฝุ่นมีไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่ม เด็ก คนจน แรงงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว เผชิญความเสี่ยงสูงกว่า แต่มีทางเลือกในการป้องกันน้อยกว่า ห้องปลอดฝุ่น การรักษา และการรณรงค์ดูแลตนเอง เป็นเพียงการลดผลกระทบ หากไม่ลดการปล่อยจากต้นทาง ภาระโรคและค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งห้องที่ปิดมิดชิดเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอก ยังส่งผลให้ค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่งสูงเกินมาตรฐานเนื่องจากระบายอากาศไม่เพียงพอ - ภาคสาธารณสุขต้องขยับก้าว:
ภาคสาธารณสุขเปรียบเสมือนส่วนปลายน้ำที่ต้องรับผลกระทบจากการดำเนินการในภาคส่วนอื่น แม้ปัจจุบันได้ดำเนินงานไปแล้วหลายด้าน เช่น การทำห้องปลอดฝุ่นในศูนย์เด็กเล็ก การทำสื่อสื่อสารความรู้ และการเฝ้าระวังโรค แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการตั้งรับ เพราะหัวใจสำคัญคือการลดที่ต้นตอ และบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานนอกโรงพยาบาลมากขึ้น เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย - ร่าง พ.ร.บ. ที่ยังรอการ ‘ปั๊มหัวใจ’ ในกรอบเวลา:
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อจัดการมลพิษทางอากาศ ทุกแหล่งกำเนิดหลัก ไม่ว่าภาคอุตสาหกรรม คมนาคม เมือง เกษตร หรือมลพิษข้ามแดน โดยเชื่อมบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกันภายใต้กรอบเดียว เป้าหมายสำคัญคือการปกป้องสุขภาพประชาชนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ แทนการรับมือปัญหาเป็นรายภาคหรือรายฤดูกาลแบบที่ผ่านมา - กำกับมลพิษบนฐานข้อมูลและพื้นที่:
กฎหมายนี้ให้น้ำหนักกับการจัดทำฐานข้อมูลแหล่งกำเนิดมลพิษ และข้อมูลการปล่อยจริง ทั้งจากโรงงาน ยานพาหนะ และกิจกรรมในเมือง เพื่อนำไปใช้กำหนดมาตรการที่แตกต่างกันตามบริบทพื้นที่ เช่น การตั้งเขตมลพิษต่ำ การกำหนดมาตรฐานการปล่อยที่เข้มงวดขึ้นในพื้นที่วิกฤต และการบังคับใช้เทคโนโลยีควบคุมมลพิษที่เหมาะสม สะท้อนถึงการจัดการฝุ่นที่ต้องอาศัยข้อมูล ไม่ใช่การควบคุมแบบเหมารวม - ใช้เครื่องมือเศรษฐศาสตร์และการมีส่วนร่วม:
ร่าง พ.ร.บ. ยังเปิดทางให้ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ควบคู่กับการกำกับ เช่น ค่าธรรมเนียม การอุดหนุน หรือกลไกตลาด เพื่อสนับสนุนการลดมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็เน้นความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การจัดการอากาศสะอาดไม่เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นระบบที่ตรวจสอบได้และยั่งยืนในระยะยาว

มาร่วมกำหนดเส้นทางของลมหายใจของคนไทยไปด้วยกัน ใน ‘Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2’ พื้นที่ของการเปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล และขับเคลื่อนอากาศสะอาดร่วมกัน ในวันที่ 20–21 มกราคม 2569 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ www.breathebangkok.org/pm25forum