
ฝุ่นควันจากการเผาพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานในหลายจังหวัด ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง มาตรการจัดการไฟในไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และนาข้าว ด้วยการประกาศห้ามเผาและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยง ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงบางช่วงเวลา และยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวที Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 จากการร่วมหาทางออกของทุกภาคส่วน ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การลดไฟจากการทำเกษตร ต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ลดการพึ่งพาไฟเป็นเครื่องมือหลัก การจัดการเศษวัสดุแทนการเผา และทำให้ทางเลือกอื่นมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ที่ผู้บริโภคปลายทางสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหานี้ได้ไปพร้อมกับภาคการผลิต
เงื่อนไขการผลิตกับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่
ไฟในภาคเกษตรเกิดขึ้นในช่วงเวลาเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและหลังการเก็บเกี่ยว วงจรการผลิตที่ต้องเร่งรัดให้ทันฤดูกาล ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านเครื่องจักร ทำให้การเผาตอซังกลายเป็นวิธีจัดการที่รวดเร็วที่สุดในหลายพื้นที่ แต่การชี้โทษไปยังเกษตรกรที่ต้องใช้ไฟในการผลิตไม่ใช่ทางออก หัวใจของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้คนปลูกอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟในการจัดการ
‘ข้อมูล’ และ ‘แผนที่’ ที่ช่วยระบุจุดความร้อน คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานรัฐทำงานได้ตรงจุด ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์พื้นที่ อย่างแอปพลิเคชั่น ‘ตามรอยเผา’ เชื่อมข้อมูล Hotspot บ่งชี้จุดความร้อน คาดการณ์พื้นที่และเวลาเสี่ยงเผา วงจรการเจริญเติบโต ช่วงเก็บเกี่ยว และการเกิดไฟเพื่อชี้เป้าการป้องกัน
ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการวางแผนเชิงป้องกัน ช่วยให้การกำหนดมาตรการของจังหวัดและส่วนกลางมีความแม่นยำมากขึ้น หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน สามารถวางแผนบนฐานข้อมูลเดียวกัน และลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์ลงได้
จัดการไฟตามแหล่งกำเนิด
แหล่งกำเนิดของไฟในแปลงเกษตร ทั้งในไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และในนาข้าว ที่มีความแตกต่างในเชิงพื้นที่ การจัดการจึงต้องอาศัยบริบทพื้นที่เป็นตัวนำ จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนของทุกภาคส่วน นำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 มิติ ที่มีต่อภาคีเครือข่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยุทธศาสตร์จังหวัด และหน่วยงานรัฐบาล
ไฟในไร่ข้าวโพด: ระดับเครือข่ายต้องสร้างองค์ความรู้และความตระหนัก จัดการข้อมูลชุมชนตั้งแต่การเพาะปลูกถึงการเก็บเกี่ยว และพัฒนาโมเดลความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่ ต่อเนื่องสู่ระดับท้องถิ่นที่ผลักดันโครงการห้ามเผาเข้าสู่แผนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกข้อบัญญัติ ใช้กฎหมายควบคู่กติกาชุมชน พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีลดการเผา เช่น จุลินทรีย์และเครื่องจักร
ส่วนในระดับจังหวัดต้องมีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ บังคับใช้กฎหมายจริงจัง และบรรจุแนวทางไว้ในแผนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขณะที่ระดับรัฐบาลต้องจัดทำระบบโซนนิ่งควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดให้เหมาะสม ควบคู่การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนและการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตระยะยาวและลดแรงจูงใจในการเผา
ไฟในไร่อ้อย: ในระดับเครือข่ายต้องใช้ชุดข้อมูลร่วมกันเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการแก้ปัญหา ขณะที่ระดับท้องถิ่นควรออกข้อบัญญัติรองรับ พร้อมใช้ข้อมูลจริงในพื้นที่เป็นฐานการพูดคุย และทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมซึ่งมีองค์ความรู้แต่ขาดงบประมาณสนับสนุน
ในระดับจังหวัดควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างการทำงาน ส่วนระดับรัฐบาลต้องผลักดันการเพิ่มมูลค่าอ้อยเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา เช่น การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวล ควบคู่มาตรการควบคุมมลพิษเพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาหนึ่งสร้างปัญหาใหม่

ไฟในนาข้าว: ต้องเดินหน้าแบบบูรณาการทุกระดับ ระดับเครือข่ายควรเก็บข้อมูลควบคู่การให้ความรู้ชาวนา ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นผลกระทบครบมิติ ระดับท้องถิ่นควรส่งเสริมทางเลือกแทนการเผา โดยเฉพาะการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังเพื่อลดการใช้สารเคมีและฟื้นฟูคุณภาพดิน
ระดับจังหวัดมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.สาธารณสุขและกฎหมายอาญา แต่จำเป็นต้องเพิ่มการบังคับใช้จริงผ่านความร่วมมือของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำทางเลือกแก่เกษตรกร ส่วนระดับรัฐบาลควรผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดอย่างจริงจังเพื่อสร้างกรอบนโยบายระยะยาว
เกษตรวิถีใหม่ไม่สร้างฝุ่น
นวัตกรรมถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตร เช่น การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าอย่างถ่านไบโอชาร์ กระดาษ การใช้โดรนเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงปลูก หรือทำเกษตรทางเลือก
“หากเกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องเผา พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางของตนเอง” เป็นคำยืนยันจากการทำงานในพื้นที่จริง แนวทางการสร้างความมั่นคงในที่ดินของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และการทำเกษตรฟื้นฟูที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างแบรนด์สิริไท คือสองโมเดลตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อนี้
สมิทธ์ทิ หาเรือนพืช จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เผยถึงการแก้ปัญหาการใช้ไฟในพื้นที่เกษตรว่า ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หัวใจสำคัญคือความมั่นคงในสิทธิที่ดิน เพราะเมื่อชาวบ้านมั่นใจว่ามีที่ทำกินระยะยาว จะกล้าลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจถาวรแทนพืชหมุนเวียนที่ต้องเผา
ทั้งยังเสนอให้รัฐเปลี่ยนแนวทางการจากควบคุมด้วยกฎหมายไปสู่การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เช่น คาร์บอนเครดิตหรือมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่เผา และทำให้การแก้ปัญหาขยายผลได้ในระดับประเทศ
ส่วนภาคธุรกิจอย่างแบรนด์สิริไท เข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ สะท้อนว่าแนวทางเกษตรฟื้นฟู ช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนผู้รับซื้อและธุรกิจเพื่อสังคม ให้เข้าถึงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น เพื่อขยายตลาดและแรงจูงใจในการผลิตที่ยั่งยืน
และได้ชวนภาคประชาชนมีบทบาทขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยเปรียบว่าแต่ละคนควรเป็นทั้งผู้เรียกร้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ลงมือเลือกซื้อสินค้าอย่างรับผิดชอบ เพื่อผลักดันมาตรฐานที่ดีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ใช้กลไกเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจ
การลดไฟอย่างยั่งยืนต้องปรับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายอากาศสะอาด หลายแนวทางได้ถูกยกมาเป็นข้อเสนอ ทั้งการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับว่าสินค้ามาจากพื้นที่เผาหรือไม่ การสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าไร้เผา และการสนับสนุนค่ารับรองมาตรฐานให้ชุมชน
รวมถึงแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่มาจากการเผา แล้วนำรายได้ไปตั้งกองทุนสนับสนุนผู้ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เผา จะเป็นกลไกที่ปรับแรงจูงใจทั้งห่วงโซ่การผลิต และระบบข้อมูลเปิด (Open Data) จากหน่วยงานรัฐ จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตตามความต้องการตลาด ลดความเสี่ยงด้านราคา และเพิ่มความมั่นคงในรายได้ โดยตลาดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการผลิต
ท้ายที่สุด การลดฝุ่นจากไฟในภาคเกษตรจึงเป็นกระบวนการปรับระบบร่วมกัน เมื่อโครงสร้างข้อมูล เทคโนโลยี และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจทำงานสอดคล้องกัน การเผาในแปลงเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว
อ้างอิง:
สานเสวนา ‘เกษตรวิถีใหม่ ทำเกษตรอย่างไร ไม่สร้างฝุ่นมลพิษทางอากาศ’ กิจกรรมจากห้องย่อยที่ 4 ภาคเกษตรและมลพิษข้ามแดน, ปกฐกถา “Research for Clean Air พลิกวิกฤติฝุ่นด้วยงานวิจัย” จากงานประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2