• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • ปลดล็อกแก้ฝุ่นคลุมกรุงเทพฯ เปิดข้อดี-ความต่าง หลังประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ
  • ยังวัยหนุ่มสาว ไม่สูบบุหรี่ ทำไมถึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น?
  • อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สวนสวยที่เปลี่ยนท้องฟ้าให้สดใส
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Article

แก้ฝุ่นจากไฟเกษตรต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตจนถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

  • February 18, 2026
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

ฝุ่นควันจากการเผาพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง ที่ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐานในหลายจังหวัด ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง มาตรการจัดการไฟในไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และนาข้าว ด้วยการประกาศห้ามเผาและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยง ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงบางช่วงเวลา และยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวที Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 จากการร่วมหาทางออกของทุกภาคส่วน ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การลดไฟจากการทำเกษตร ต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตร ลดการพึ่งพาไฟเป็นเครื่องมือหลัก การจัดการเศษวัสดุแทนการเผา และทำให้ทางเลือกอื่นมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ที่ผู้บริโภคปลายทางสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหานี้ได้ไปพร้อมกับภาคการผลิต

เงื่อนไขการผลิตกับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่
ไฟในภาคเกษตรเกิดขึ้นในช่วงเวลาเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและหลังการเก็บเกี่ยว วงจรการผลิตที่ต้องเร่งรัดให้ทันฤดูกาล ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านเครื่องจักร ทำให้การเผาตอซังกลายเป็นวิธีจัดการที่รวดเร็วที่สุดในหลายพื้นที่ แต่การชี้โทษไปยังเกษตรกรที่ต้องใช้ไฟในการผลิตไม่ใช่ทางออก หัวใจของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้คนปลูกอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟในการจัดการ

‘ข้อมูล’ และ ‘แผนที่’ ที่ช่วยระบุจุดความร้อน คือกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้หน่วยงานรัฐทำงานได้ตรงจุด ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีมาใช้วิเคราะห์พื้นที่ อย่างแอปพลิเคชั่น ‘ตามรอยเผา’ เชื่อมข้อมูล Hotspot บ่งชี้จุดความร้อน คาดการณ์พื้นที่และเวลาเสี่ยงเผา วงจรการเจริญเติบโต ช่วงเก็บเกี่ยว และการเกิดไฟเพื่อชี้เป้าการป้องกัน

ข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่ทั้งติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการวางแผนเชิงป้องกัน ช่วยให้การกำหนดมาตรการของจังหวัดและส่วนกลางมีความแม่นยำมากขึ้น หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน สามารถวางแผนบนฐานข้อมูลเดียวกัน และลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์ลงได้

จัดการไฟตามแหล่งกำเนิด
แหล่งกำเนิดของไฟในแปลงเกษตร ทั้งในไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และในนาข้าว ที่มีความแตกต่างในเชิงพื้นที่ การจัดการจึงต้องอาศัยบริบทพื้นที่เป็นตัวนำ จากการพูดคุยแลกเปลี่ยนของทุกภาคส่วน นำมาสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 มิติ ที่มีต่อภาคีเครือข่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยุทธศาสตร์จังหวัด และหน่วยงานรัฐบาล

ไฟในไร่ข้าวโพด: ระดับเครือข่ายต้องสร้างองค์ความรู้และความตระหนัก จัดการข้อมูลชุมชนตั้งแต่การเพาะปลูกถึงการเก็บเกี่ยว และพัฒนาโมเดลความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่ ต่อเนื่องสู่ระดับท้องถิ่นที่ผลักดันโครงการห้ามเผาเข้าสู่แผนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกข้อบัญญัติ ใช้กฎหมายควบคู่กติกาชุมชน พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีลดการเผา เช่น จุลินทรีย์และเครื่องจักร

ส่วนในระดับจังหวัดต้องมีการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ บังคับใช้กฎหมายจริงจัง และบรรจุแนวทางไว้ในแผนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ขณะที่ระดับรัฐบาลต้องจัดทำระบบโซนนิ่งควบคุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดให้เหมาะสม ควบคู่การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนและการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตระยะยาวและลดแรงจูงใจในการเผา

ไฟในไร่อ้อย: ในระดับเครือข่ายต้องใช้ชุดข้อมูลร่วมกันเพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการแก้ปัญหา ขณะที่ระดับท้องถิ่นควรออกข้อบัญญัติรองรับ พร้อมใช้ข้อมูลจริงในพื้นที่เป็นฐานการพูดคุย และทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมซึ่งมีองค์ความรู้แต่ขาดงบประมาณสนับสนุน

ในระดับจังหวัดควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างการทำงาน ส่วนระดับรัฐบาลต้องผลักดันการเพิ่มมูลค่าอ้อยเพื่อลดแรงจูงใจในการเผา เช่น การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวล ควบคู่มาตรการควบคุมมลพิษเพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาหนึ่งสร้างปัญหาใหม่

ไฟในนาข้าว: ต้องเดินหน้าแบบบูรณาการทุกระดับ ระดับเครือข่ายควรเก็บข้อมูลควบคู่การให้ความรู้ชาวนา ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นผลกระทบครบมิติ ระดับท้องถิ่นควรส่งเสริมทางเลือกแทนการเผา โดยเฉพาะการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังเพื่อลดการใช้สารเคมีและฟื้นฟูคุณภาพดิน

ระดับจังหวัดมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.สาธารณสุขและกฎหมายอาญา แต่จำเป็นต้องเพิ่มการบังคับใช้จริงผ่านความร่วมมือของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำทางเลือกแก่เกษตรกร ส่วนระดับรัฐบาลควรผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดอย่างจริงจังเพื่อสร้างกรอบนโยบายระยะยาว

เกษตรวิถีใหม่ไม่สร้างฝุ่น
นวัตกรรมถูกนำมาใช้เพื่อช่วยลดการเผาในพื้นที่เกษตร เช่น การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าอย่างถ่านไบโอชาร์ กระดาษ การใช้โดรนเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงปลูก หรือทำเกษตรทางเลือก

“หากเกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องเผา พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางของตนเอง” เป็นคำยืนยันจากการทำงานในพื้นที่จริง แนวทางการสร้างความมั่นคงในที่ดินของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และการทำเกษตรฟื้นฟูที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างแบรนด์สิริไท คือสองโมเดลตัวอย่างที่สะท้อนความเชื่อนี้

สมิทธ์ทิ หาเรือนพืช จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เผยถึงการแก้ปัญหาการใช้ไฟในพื้นที่เกษตรว่า ต้องปรับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หัวใจสำคัญคือความมั่นคงในสิทธิที่ดิน เพราะเมื่อชาวบ้านมั่นใจว่ามีที่ทำกินระยะยาว จะกล้าลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจถาวรแทนพืชหมุนเวียนที่ต้องเผา

ทั้งยังเสนอให้รัฐเปลี่ยนแนวทางการจากควบคุมด้วยกฎหมายไปสู่การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ เช่น คาร์บอนเครดิตหรือมาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่ไม่เผา และทำให้การแก้ปัญหาขยายผลได้ในระดับประเทศ

ส่วนภาคธุรกิจอย่างแบรนด์สิริไท เข็มอัปสร สิริสุขะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ สะท้อนว่าแนวทางเกษตรฟื้นฟู ช่วยสร้างสมดุลระบบนิเวศและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนผู้รับซื้อและธุรกิจเพื่อสังคม ให้เข้าถึงมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น เพื่อขยายตลาดและแรงจูงใจในการผลิตที่ยั่งยืน

และได้ชวนภาคประชาชนมีบทบาทขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยเปรียบว่าแต่ละคนควรเป็นทั้งผู้เรียกร้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและผู้ลงมือเลือกซื้อสินค้าอย่างรับผิดชอบ เพื่อผลักดันมาตรฐานที่ดีตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ใช้กลไกเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจ
การลดไฟอย่างยั่งยืนต้องปรับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายอากาศสะอาด หลายแนวทางได้ถูกยกมาเป็นข้อเสนอ ทั้งการทำระบบตรวจสอบย้อนกลับว่าสินค้ามาจากพื้นที่เผาหรือไม่ การสร้างตราสัญลักษณ์สินค้าไร้เผา และการสนับสนุนค่ารับรองมาตรฐานให้ชุมชน

รวมถึงแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่มาจากการเผา แล้วนำรายได้ไปตั้งกองทุนสนับสนุนผู้ที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เผา จะเป็นกลไกที่ปรับแรงจูงใจทั้งห่วงโซ่การผลิต และระบบข้อมูลเปิด (Open Data) จากหน่วยงานรัฐ จะช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตตามความต้องการตลาด ลดความเสี่ยงด้านราคา และเพิ่มความมั่นคงในรายได้ โดยตลาดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการผลิต

ท้ายที่สุด การลดฝุ่นจากไฟในภาคเกษตรจึงเป็นกระบวนการปรับระบบร่วมกัน เมื่อโครงสร้างข้อมูล เทคโนโลยี และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจทำงานสอดคล้องกัน การเผาในแปลงเกษตรจะลดลงอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว

อ้างอิง:
สานเสวนา ‘เกษตรวิถีใหม่ ทำเกษตรอย่างไร ไม่สร้างฝุ่นมลพิษทางอากาศ’ กิจกรรมจากห้องย่อยที่ 4 ภาคเกษตรและมลพิษข้ามแดน, ปกฐกถา “Research for Clean Air พลิกวิกฤติฝุ่นด้วยงานวิจัย” จากงานประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

Related Topics
  • CoCreatingCleanAirForAll
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
  • สสส.
You May Also Like
View Post

ป่วยจาก PM2.5 ต้องทำอย่างไร?

View Post

เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล: ฐานสำคัญของการจัดการฝุ่น PM2.5

View Post

ฉันทามติ 7 พรรคการเมือง เห็นพ้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด นโยบายแก้ฝุ่น–สิ่งแวดล้อม ที่ให้คำมั่นไว้

View Post

บันทึก Thailand National PM2.5 Forum #2 บทสนทนาเรื่องฝุ่น และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวทีนี้

View Post

ปักหมุด 10 ไฮไลท์ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 ชวนมาร่วมฟัง–ถก–ขบคิด เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนไทย

View Post

เดินทางแบบไหนเป็นมิตรต่อโลกที่สุด? เปรียบเทียบผลกระทบฝุ่น PM2.5 ภาวะโลกร้อน และต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม

View Post

อ่านอากาศจากเปลือกไม้ สำรวจไลเคนในสวนกับคำถามถึงต้นไม้ในเมือง

View Post

นับถอยหลังสู่ Thailand National PM2.5 Forum เก็บรวมสาระสำคัญจาก Pre-Forum ครั้งที่ 3 และหนทางไปต่อของ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.