• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • นวัตกรรมเตาไฟ ลดควันพิษตัวร้าย แต่ยังรักษาไว้ซึ่งรสชาติ
  • 5 สิ่ง งด-ลด สะกด PM2.5 และสารพิษในอากาศ
  • รู้หรือไม่ว่า… ต้นไม้มีกระบวนการฟอกอากาศอย่างไร?
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Article

เส้นทางสู่ลมหายใจใหม่: บันทึกการต่อสู้เพื่อ พ.ร.บ. อากาศสะอาด

  • October 24, 2025
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

ประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 มานานนับสิบปี จนกลายเป็นวิกฤติสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วประเทศ การผลักดัน ‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด’ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเส้นทางของความพยายามร่วมกันจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง

และนี่คือบันทึก ‘เส้นทางสู่ลมหายใจใหม่’ ของคนไทย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความตระหนักรู้ จนถึงวันที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และรอการเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในกระบวนการถัดไป ที่ยังมีความท้าทายรออยู่อย่างน้อย 3 ประการ

จุดเริ่มต้นการตระหนักรู้ (ก่อนปี 2563)
แม้คนในเมืองใหญ่จะเพิ่งตื่นตัวกับปัญหาฝุ่น PM2.5 เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ปัญหานี้ฝังรากลึกมานาน โดยเฉพาะในภาคเหนือที่เผชิญ วิกฤติสถานการณ์หมอกควันมาตั้งแต่ช่วงปี 2550-2553 และ สสส. ประเมินว่าคนไทยเผชิญวิกฤติ PM2.5 ต่อเนื่องมากว่า 15 ปี

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สังคมเห็นปัญหานี้พร้อมกัน คือในเดือนสิงหาคม 2561 ประเทศไทยเริ่มนำค่า PM2.5 เข้าไปรวมในการคำนวณดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการโดยกรมควบคุมมลพิษ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2561

การรับรู้นี้ปะทุขึ้นชัดเจนในช่วง ต้นปี 2562 เมื่อเกิดวิกฤติฝุ่นปกคลุมกรุงเทพฯ อย่างหนักหน่วง ทำให้ปัญหาที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘มลพิษประจำฤดู’ กลายเป็นวาระแห่งชาติ นำไปสู่การรวมตัวของภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ

ในเว็บไซต์ Thailand Clean Air Network (CAN) ระบุถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันว่า ประชากรไทยทั้งประเทศอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงในระดับอันตราย และประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเริ่มผลักดันแนวคิด ‘สิทธิในอากาศสะอาด’ (Right to Clean Air) เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาชน

การต่อสู้และแรงผลักดัน (2563 – 2565)
กรกฎาคม 2563: ความพยายามผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดของไทย เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากภาคเอกชน โดยกลุ่มหอการค้าจังหวัดภาคเหนือ สภาหอการค้าไทย และเครือข่ายประชาชนอย่างสภาลมหายใจ ได้ยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนกว่า 12,000 รายชื่อต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2563

โดยก่อนหน้านั้น พรรคภูมิใจไทยก็ได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม เช่นกัน แต่ถูกวินิจฉัยจากประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. การเงิน จึงไม่ผ่านด่านการรับรองจากพล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

กรกฎาคม 2564: ความพยายามผลักดันกฎหมายโดยภาคประชาชนและพรรคการเมือง เผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ เมื่อนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจปัดตกร่างกฎหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับโดยร่างฯ หลักที่ถูกปัดตกคือ ร่าง พ.ร.บ. PRTR (การรายงานการปล่อยสารมลพิษ) และ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด (ฉบับที่เสนอโดยฝ่ายค้าน) ด้วยการตีความว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน และไม่ให้การรับรอง ทำให้ร่างฯ เหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังไฟไหม้โรงงานกิ่งแก้ว เป็นการตอกย้ำว่ากลไกเดิมใช้การไม่ได้ และกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ภาคประชาชนต้องต่อสู้เพื่อ ‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด’ ที่ครอบคลุมกว่าเดิมในรัฐบาลชุดต่อไป

มกราคม 2565: แม้จะผิดหวังจากเหตุการณ์ PRTR เครือข่ายอากาศสะอาด (CAN) ก็เดินหน้ายื่น ‘ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับประชาชน’ ต่อรัฐสภา พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุนถึง 22,251 รายชื่อ

ความหวังครั้งใหม่และการรวมพลัง 7 ร่าง (2566)
พฤศจิกายน 2566: การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนำมาซึ่งความหวังครั้งใหม่ เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีมติอนุมัติหลักการ ‘ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …’ (ฉบับ ครม.) และในวันเดียวกัน (28 พฤศจิกายน) ก็มีมติรับทราบร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันจากพรรคการเมืองและภาคประชาชน ทำให้มีร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด รวม 7 ฉบับ ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ พร้อมกัน

ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดทั้ง 7 ฉบับ จึงประกอบด้วย ร่างฉบับรัฐบาล ฉบับพลังประชารัฐ ฉบับเพื่อไทย ฉบับก้าวไกล ฉบับประชาธิปัตย์ และฉบับเครือข่ายอากาศสะอาด จากภาคประชาชน และเมื่อพิจารณาจากเนื้อหา พบว่า ฉบับรัฐบาล-พลังประชารัฐ คล้ายกัน, ฉบับภูมิใจไทย-เพื่อไทย คล้ายกัน, ฉบับเครือข่ายอากาศสะอาด-ประชาธิปัตย์ คล้ายกัน และฉบับก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ไม่คล้ายกับฉบับใดเลย

กระบวนการในชั้น กมธ. 1 ปีแห่งการหลอมรวม (2567)
มกราคม 2567: ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ลงมติเป็นเอกฉันท์ 443 เสียง รับหลักการวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ทั้ง 7 ฉบับในวันที่ 17 มกราคม 2567 และมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) 39 คน เพื่อรวมร่างกฎหมายทั้ง 7 ฉบับให้เป็นร่างเดียว โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันตลอดทั้งปี

พฤษภาคม 2567: ภาคประชาสังคมแสดงความกังวลต่อบทบาทของที่ปรึกษา กมธ. จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงออกถึงการคัดค้านการจัดตั้ง ‘กองทุนอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ’ ที่ต้องจัดเก็บรายได้เข้าสู่กองทุนนำไปใช้ในการบริหารจัดการอากาศสะอาดให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะกังวลถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ในเวลาต่อมา ประธาน กมธ. อากาศสะอาดฯได้เชิญตัวแทนภาคประชาชนมารับฟังข้อมูล ย้ำว่าพร้อมรับฟังเสียงทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับ 7 ร่างกฎหมายอากาศสะอาดเท่ากัน

มิถุนายน 2567: กมธ. มีมติแต่งตั้ง คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาความรับผิดทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อศึกษาดูแลในส่วน การกำหนดความรับผิดทางกฎหมาย โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายใน 2 มิติ คือ มลพิษจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศ และมลพิษข้ามแดน

กรกฎาคม 2567: กมธ. มีมติเพิ่มเติม โดยระบุ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา 9 โดย ‘ให้รัฐเคารพ ปกป้อง ทำให้สิทธิในอากาศสะอาดเกิดขึ้นจริง’

สิงหาคม 2567: อนุกรรมาธิการพิจารณากรอบหลักคิด หลักการสำคัญและโครงสร้างการบริหารโครงสร้างอากาศสะอาด ได้เสนอกรอบโครงสร้างกฎหมายกำหนดแก้ฝุ่นจากแหล่งกำเนิด 6 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคฝุ่นควันข้ามแดน และภาคเมือง พร้อมกำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการปัญหา

ตุลาคม 2567: กมธ. อากาศสะอาดฯ รายงานความคืบหน้าในการพิจารณากฎหมาย และเตรียมเปิดให้ประชาชนแสดงความเห็นกลางเดือนธันวาคม หลังรวมร่างฯ 7 ฉบับเป็นร่างเดียว โดยกฎหมายนี้จะเป็นการตอกหมุดครั้งใหญ่ในการจัดการผู้ก่อมลพิษ

พฤศจิกายน 2567: กมธ. พิจารณาหมวด 6 เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ รายละเอียดของมาตรการควบคุมมลพิษโดยอาศัยเครื่องมือและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ อยู่ภายใต้หลักคิด ‘ผู้ก่อคือผู้จ่าย’

ธันวาคม 2567: แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงผลงาน 3 เดือนและมอบนโยบาย ปี 2568 ระบุถึงการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 การลดพื้นที่การเผา ควบคุมสินค้าที่มาจากการเผา แต่กลับไม่ได้ระบุถึงการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ ในเวที และมีเปิดเผยรายละเอียดถ้อยคำแถลงต่อสาธารณะในภายหลัง

ผ่านมติเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร (2568)
กรกฎาคม 2568: เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ในวันที่ 25 กรกฎาคม-8 สิงหาคม 2568 หลังผ่านการพิจารณาโดย กมธ. มานานกว่า 1 ปี 6 เดือน

กันยายน 2568: ร่างกฎหมายฉบับรวม ที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ. ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ใน วาระที่ 2 (พิจารณารายมาตรา)

ตุลาคม 2568: หลังจากการพิจารณาวาระ 2 อย่างเข้มข้นเกือบ 1 เดือน ท่ามกลางการลุ้นวันต่อวันจากที่เคยเกิดเหตุการณ์สภาล่มเพราะองค์ประชุมไม่ครบ กระทั่งวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้ลงมติ เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด’ ในวาระที่ 3 ด้วยคะแนนเสียง 309 เสียง (งดออกเสียง 4)

ด่านสุดท้ายและความท้าทายที่วุฒิสภา (สถานะปัจจุบัน)
ความพยายามอันยาวนานของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง ได้สำเร็จลุล่วงในชั้นสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ปัจจุบัน (ณ ปลายเดือนตุลาคม 2568) ร่างกฎหมายฉบับนี้กำลังถูกส่งต่อไปยัง วุฒิสภา (สว.) เพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนจะประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยังไม่ถึงบทสรุปสุดท้าย เว็บไซต์ของ iLaw แสดงถึงข้อกังวลว่า การจะผ่านมติของวุฒิสภา ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญอย่างน้อย 3 ประการ คือ

  1. กรอบเวลาที่จำกัด (กฎหมายการเงิน): เนื่องจากร่างฯ นี้มีการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด จึงเข้าข่ายเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ทำให้ สว. มีกรอบเวลาพิจารณาที่สั้นกว่าปกติ คือ ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน (ขยายได้ไม่เกิน 30 วัน เทียบกับกฎหมายทั่วไปที่ สว. มีเวลา 60 วัน)
  2. ความเสี่ยงที่ร่างจะช้าเพราะการแก้ไข: นี่คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด หาก สว. ลงมติ ‘แก้ไข’ เนื้อหาแม้เพียงมาตราเดียว กระบวนการจะยืดเยื้อออกไปทันที เพราะต้องส่งร่างฯ กลับไปให้ สส. พิจารณา และหาก สส. ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขของ สว. จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม (สองสภา) เพื่อพิจารณาร่างฯ ใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายล่าช้าออกไปอีก
  3. ความเสี่ยงที่ร่างจะตกไปเพราะยุบสภา: หากเกิดการยุบสภาขึ้นก่อนที่กระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ร่างกฎหมายนี้จะตกไปทันที และต้องรอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง เป็นผู้ร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 60 วัน เพื่อนำกลับมาพิจารณาต่อ ซึ่งเป็นความเสี่ยง เพราะในอดีต (หลังการเลือกตั้ง 2566) ครม. ชุดปัจจุบัน ก็ไม่ได้นำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณาต่อ

การต่อสู้ครั้งนี้จึงยังไม่จบลงโดยสมบูรณ์ และต้องจับตาการพิจารณาของวุฒิสภาอย่างใกล้ชิด ว่ากฎหมายเพื่อลมหายใจใหม่ของคนไทย จะผ่านด่านสุดท้ายนี้ไปได้สำเร็จหรือไม่

อ้างอิง:
– www.parliament.go.th
– www.pcd.go.th/wp-content/uploads/2020/06/pcdnew-2020-06-05_07-33-31_040770.pdf
– https://dol.thaihealth.or.th/Media/Pdfview/96af4ae2-04e8-ef11-858e-b76bc522b1fb
– www.greenpeace.org/thailand/story/2166/new-aqi-from-people-power
– www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/283/T_0023.PDF
– https://thailandcan.net
– bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai/1096942
– www.workpointtoday.com/thailand-air-pollution
– https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/environment-2
– https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-16
– https://th.wikipedia.org/wiki/ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด
– https://theactive.thaipbs.or.th/data/clean-air-law
– https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20250726
– https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20251021
– www.ilaw.or.th/articles/55643

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

You May Also Like
View Post

เด็กไทยไม่ยอมแพ้ฝุ่น! ปลุกพลังนวัตกรรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาด

View Post

ฝุ่นเมือง สุขภาพ และระบบนิเวศอากาศสะอาด ที่ทุกภาคส่วนต้องมองเป้าหมายเดียวกัน

View Post

ฝุ่นข้ามพรมแดน ปัญหาที่ต้องแก้แบบไร้พรมแดน

View Post

“เอลล่า” เด็กหญิงผู้ผลักให้อังกฤษเดินหน้ากฎหมายอากาศสะอาด

View Post

โจทย์ ‘ไฟป่า’ ในมือคนท้องถิ่น บทเรียนจริงจากพื้นที่สู้ไฟกับทางออกที่ต้องขยับทั้งระบบ

View Post

ป่วยจาก PM2.5 ต้องทำอย่างไร?

View Post

แก้ฝุ่นจากไฟเกษตรต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตจนถึงแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

View Post

เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล: ฐานสำคัญของการจัดการฝุ่น PM2.5

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.