
ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งมีต้นตอจากการเผาพื้นที่ป่าเพื่อทำเกษตรในอินโดนีเซีย ได้ส่งผลกระทบให้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และภาคใต้ของไทยมาเป็นเวลานาน
วิกฤติที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อสิงคโปร์เผชิญกับระดับดัชนีมาตรฐานมลพิษที่พุ่งสูงถึง 401 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์อันตราย ผู้คนต้องสวมหน้ากาก N95 ทางการสั่งปิดโรงเรียนและระงับกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลานั้น ทั้งยังมีการประเมินผลกระทบในปีต่อ ๆ มาอีกว่า ปัญหาฝุ่นพิษในปี 2015 เพียงปีเดียว สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับสิงคโปร์สูงถึง 700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงการสูญเสียในภาคการท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น
เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ สิงคโปร์พัฒนากลไกการบริหารจัดการฝุ่น PM2.5 ที่มีความครอบคลุมรอบด้านด้วย 4 กลไกหลัก คือ การใช้กฎหมายมลพิษจากหมอกควันควันข้ามพรมแดน วางพิมพ์เขียวที่ยั่งยืน สร้างกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และบทบาทของภาคประชาชนที่อาศัยอำนาจของผู้บริโภคเป็นสิ่งผลักดัน

กฎหมายเอาผิดข้ามแดนบนความเด็ดขาดของรัฐ
กลไกที่เด็ดขาดที่สุดของสิงคโปร์ คือการประกาศใช้กฎหมายมลพิษจากหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act หรือ THPA) ในปี 2014 โดยกฎหมาย THPA เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีผลบังคับใช้นอกอาณาเขตเป็นฉบับแรกเพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน
กฎหมายนี้ให้อำนาจหน่วยงานกำกับดูแลของสิงคโปร์ ในการดำเนินคดีกับบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเผาป่าและก่อให้เกิดมลพิษหมอกควันในสิงคโปร์ แม้ว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม
ความเด็ดขาดของกฎหมายนี้คือ มุ่งเป้าไปที่บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและเยื่อกระดาษที่เป็นต้นตอการเผาสำคัญ และกำหนดบทลงโทษรุนแรงด้วยค่าปรับสูงสุด 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน บทลงโทษนี้สร้างแรงกดดันอย่างที่ไม่เคยมีต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ ซึ่งมีส่วนในการเผาป่าที่ผิดกฎหมาย ทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการแทนการเผาในที่สุด

พิมพ์เขียวที่ยั่งยืน ควบคุมแหล่งกำเนิดภายใน
ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Sustainable Singapore Blueprint’ รัฐบาลสิงคโปร์วางรากฐานการควบคุมมลพิษภายในประเทศเอาไว้อย่างเข้มงวด เพื่อให้เมืองมีคุณภาพอากาศดีตลอดทั้งปี เช่น กำหนดค่ามาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด และส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อต่อการใช้บริการอย่างสะดวกสบาย
มีการควบคุมภาคการขนส่งโดยใช้ระบบโควต้า (Certificate of Entitlement-COE) หรือใบอนุญาตที่มอบสิทธิ์ให้เป็นเจ้าของและใช้รถยนต์ในสิงคโปร์ได้ ผู้ที่จะจดทะเบียนรถใหม่ต้องประมูลสิทธิ์ COE และจะได้สิทธิ์เพียง 10 ปี จากนั้นสามารถยกเลิกการจดทะเบียนหรือต่ออายุ COE เพื่อใช้รถต่อไปอีก 5-10 ปี กฎหมายนี้ช่วยควบคุมการเติบโตของจำนวนรถยนต์บนท้องถนน และจัดการปัญหาการจราจรติดขัดในประเทศที่มีพื้นที่จำกัด
ควบคุมภาคอุตสาหกรรมโดยยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้มงวดขึ้น โดยโรงงานใหม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ทันที ส่วนโรงงานเดิมจะได้รับการผ่อนผันเพื่อให้มีระยะเวลาในการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ และมีการเฝ้าระวังการปล่อยมลพิษจากโรงงานอย่างใกล้ชิด
พื้นที่สีเขียวเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาปอดของเมืองและช่วยดูดซับมลพิษ ทำให้เกิดโครงการ ‘City in a Garden’ ที่ต่อยอดเป็น ‘City in Nature’ ในเวลาต่อมา ด้วยกลยุทธ์สำคัญอย่างการขยายพื้นที่ธรรมชาติ ปรับปรุงสวนเดิมให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น ฟื้นฟูธรรมชาติในเมือง สร้างทางเชื่อมสีเขียวให้ทุกครัวเรือนอยู่ห่างจากสวนสาธารณะไม่เกิน 10 นาที ไม่เว้นแม้การยกระดับการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ด้วย
สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
สิงคโปร์ใช้การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างกรอบความร่วมมือในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับมาตรการกดดันทางกฎหมาย โดยผลักดันให้เกิดข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยหมอกควันข้ามพรมแดน (AATHP) ในปี 2002 ซึ่งสร้างกรอบความร่วมมือในการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการตอบสนองต่อไฟป่าร่วมกัน
และยังให้ความช่วยเหลือในเชิงปฏิบัติ โดยการสนับสนุนทางเทคนิคและทรัพยากรแก่อินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง เช่น ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการจัดการไฟป่า แบ่งปันเทคโนโลยีลดการเผา และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ดับเพลิงไปช่วยควบคุมไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง

การตื่นรู้และผลักดันด้วยพลังของผู้บริโภค
นอกเหนือจากมาตรการของรัฐบาล ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทในการใช้กลไกของตลาดเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ โดยองค์กร PM Haze ได้ให้กำเนิดแคมเปญ ‘We Breathe What We Eat’ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มกับการเผาป่า
และยังสร้างแรงกดดันตลาด ด้วยแคมเปญ ‘Haze-Free Foodstand’ ผลักดันให้ร้านอาหารเปลี่ยนไปใช้น้ำมันปาล์มที่ไม่ก่อฝุ่นในการผลิต ซึ่งเป็นการใช้อำนาจการซื้อของผู้บริโภคในการกดดันให้ภาคการผลิตปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีที่ยั่งยืนแทนวิธีการเดิม ๆ
ปัญหามลพิษทางอากาศที่สิงคโปร์เคยเผชิญ มีต้นตอไม่ต่างจากไทยทั้งในแง่เชื่อมโยงกับภาคเกษตรของกลุ่มทุน การปล่อยมลพิษจากภาคขนส่งและอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนฝุ่นให้เป็นอากาศสะอาด เราอาจต้องตั้งคำถามว่า เรากล้าพอไหมที่จะมีกฎหมายเอาผิดข้ามแดน และสร้างความรับผิดชอบต่อกลุ่มทุนที่มีส่วนในการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน เราจริงจังพอไหมที่จะยกระดับนโยบายควบคุมมลพิษภายในเมืองให้เข้มงวด
และเราพร้อมเปลี่ยนไหม ที่จะใช้อำนาจของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าปลอดการเผา เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ผลิตเปลี่ยนวิธีการผลิตไปสู่วิธีการที่ยั่งยืนอย่างที่ควรจะเป็น
อ้างอิง:
– www.nlb.gov.sg
– https://ink.library.smu.edu.sg
– https://sso.agc.gov.sg/Act/THPA2014
– https://isomer-user-content.by.gov.sg
– https://onemotoring.lta.gov.sg
– https://chemicalcluster.com.sg
– www.nparks.gov.sg/who-we-are/city-in-nature-key-strategies
– https://hazeportal.asean.org
– www.pmhaze.org/consumerhffs