แม้กรุงเทพฯ จะอยู่ห่างไกลจากพื้นที่ป่า และมีพื้นที่เกษตรกรรมอยู่น้อยมากเมื่อเทียบสัดส่วนของขนาดพื้นที่เมือง แต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติฝุ่นควัน PM2.5 ในช่วงฤดูแล้งที่ฝุ่นควันหนาแน่นและกินเวลายาวนานทุกปี ผลกระทบนั้นเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ด้วยเสมอ จากการเคลื่อนตัวของฝุ่นที่ไร้เขตแดน
เช่นในเดือนมกราคม 2568 มีข้อมูลบ่งชี้ว่า ฝุ่นขนาดเล็กในกรุงเทพฯ มีต้นกำเนิดจากการเผาในที่โล่งของกรุงเทพฯ 16 เปอร์เซ็นต์ การเผานอกพื้นที่ 42 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือจากนั้นคือเกิดจากภาคการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นถนน และอื่น ๆ การเผาจึงมีสัดส่วนของการเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นขนาดเล็กที่สูงกว่าต้นตออื่นในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนจะเบาบางลงในช่วงเดือนมีนาคม ที่ปัญหาฝุ่นควันจะหนาตัวอยู่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดการเผาชีวมวลทั้งไฟป่าและพื้นที่เกษตร
วิกฤติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เกิดคำถามตามมาทุกปีเช่นกันว่า เราจะรับมือกับต้นตอและจัดการกับปัญหาไฟป่าและการเผาในที่โล่งซึ่งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่เกษตรอย่างไรกันดี
เพื่อช่วยให้การจัดการปัญหาไฟและการเผามีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้เกิดความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและเอกชน พัฒนาระบบแอปพลิเคชั่น ‘ตามไฟ’ และ ‘ตามรอยเผา’ ที่สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม และนำผลวิเคราะห์ไปกำหนดนโยบายเพื่อให้การเผาชีวมวลในประเทศลดลง

ตามไฟ เมื่อรู้ไว ก็ดับได้เร็ว
‘ตามไฟ’ เป็นระบบแอปพลิเคชั่นบนเว็บไซต์ tamfire.net ที่แสดงจุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลแบบ Time Series เพื่อใช้วิเคราะห์ดูการลุกลามและเคลื่อนตัวของไฟป่าในปี ที่พัฒนาจากความร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐและเอกชนเมื่อปี 2564 ก่อนจะได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ มาพัฒนาเครื่องมือต่อในปี 2567 โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของ NASA ที่ชื่อ MODIS และ VIIRS ซึ่งโคจรผ่านเมืองไทย 2 ช่วงเวลาต่อวัน
หลักการทำงานของตามไฟคือ ดาวเทียมจะตรวจจับพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติบนผิวโลก แจ้งพิกัดขึ้นบนแผนที่แบบ near real-time หรือใกล้เคียงกับเวลาจริงที่สุด จึงเหมาะกับการใช้สนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่าเสริมกับแผนที่แสดงจุดความร้อนที่รัฐมีอยู่ ให้เจ้าหน้าที่หน้างานสามารถเปิดดูข้อมูลและนำไปใช้ได้ทันท่วงที ส่วนภาคประชาชนที่ติดตามปัญหานี้ หรือประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ก็สามารถใช้ข้อมูลนี้ไปประเมินและเฝ้าระวังจากการเคลื่อนตัวของจุดความร้อนได้
อีกข้อดีสำคัญในการสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า คือในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้าหน้าที่จะเห็นเพียงกลุ่มควันที่หนาบดบังกองไฟอยู่ แผนที่ของตามไฟจะทำให้เจ้าหน้าที่ค้นหาจุดของกองไฟที่อยู่หลังกลุ่มควันได้แม่นยำขึ้น จึงช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายในการทำภารกิจ โดยใช้เทคโนโลยีแผนที่อื่น ๆ เสริม เช่น โดรนเทอร์มัล เป็นต้น
นอกจากสามารถนำไปใช้ในภารกิจดับไฟป่าได้ทันที ตามไฟยังมีผลวิเคราะห์ในรูปแบบ Dashboard แสดงจุดความร้อนรายพื้นที่เขตปกครองและเขตป่า ซึ่งข้อมูลแบบไทม์ซีรีส์จะแสดงจุดความร้อนในวันปัจจุบัน จุดความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อวาน จุดความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อน จนถึงจำนวนวันที่ต้องการดูย้อนหลัง ขึ้นกับจำนวนวันที่ผู้ใช้งานกำหนด และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลไปใช้งานได้
ข้อมูลดังกล่าว จะแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของไฟป่า ว่ามีต้นกำเนิดที่ไหน มีการลุกลามอย่างไร กินพื้นที่รวมเท่าไร และสามารถดูข้อมูลสรุปการเกิดความร้อนรายปีและรายเดือนของแต่ละปีได้ ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมการเกิดไฟป่าของทั้งประเทศ เพื่อนำไปวิเคราะห์รูปแบบการเกิดไฟป่าสำหรับวางแผนและกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ตามรอยเผา เก็บหลักฐานจากร่องรอยไฟ
หาก ‘ตามไฟ’ ทำหน้าที่เสมือนกล้องวงจรปิด ‘ตามรอยเผา’ ก็เปรียบได้กับหลักฐานเชิงประจักษ์หลังการดับของไฟ ที่ทิ้งร่อยรอยคาร์บอนเอาไว้ในรอยเผาไหม้ (burn scar) ของพื้นที่เกษตร ที่ยังใช้วิธีเผาเป็นขั้นตอนในการเตรียมแปลง โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างข้าว ข้าวโพด และอ้อย ซึ่งพื้นที่เผาในภาคกลางสัมพันธ์กับการเกิดฝุ่นในกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน
‘ตามรอยเผา’ เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นในโครงการ ‘การวิจัยและพัฒนาระบบประมวลผล รายงาน ติดตาม พื้นที่การเผาในที่โล่งด้วยการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดสูง’ จัดเก็บข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในแปลงเพาะปลูกทุกวัน โดยประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม ผลิตข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ความละเอียด 20×20 ตารางเมตร และรายงานพื้นที่เผาไหม้เป็นรายสัปดาห์บนเว็บไซต์ tamroypao.hii.or.th จึงสามารถย้อนกลับไปดูข้อมูลก่อนหน้าได้
ระบบนี้ใช้วิธีวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจจับรอยเผาไหม้ หรือร่องรอยคาร์บอนที่หลงเหลือบนพื้นดิน โดยจำแนกพื้นที่เผาไหม้ตามประเภทพืชผลทางการเกษตร ซึ่งพืชแต่ละชนิดมีเงื่อนไขในการเผาต่างกันออกไป เช่น ในแปลงข้าว การเผาจะขจัดทั้งเศษวัสดุและวัชพืช ซึ่งมีระยะเวลาสั้นในการเตรียมแปลงเพื่อให้ทันปลูกมากกว่าหนึ่งรอบต่อปี และเลือกใช้การเผาที่ไม่มีต้นทุนแทนการไถกลบที่เพิ่มค่าใช้จ่ายการผลิต
ทั้งนี้ การตรวจจับรอยเผาในพื้นที่เกษตรกรรมก็มีปัจจัยทำให้ไม่ได้ผลที่ชัดเจนทุกรอย ขึ้นกับปริมาณเศษวัสดุและกิจกรรมหลังการเผา เช่น การเผาตอซังของข้าวธรรมชาติของรอยดำที่ไม่สม่ำเสมอ รอยจะค่อย ๆ จางและดูยากเมื่อดูไกลจากดาวเทียม หรือลักษณะของแปลงที่มีน้ำโคลนเป็นสีดำที่เกษตรกรใส่น้ำเพื่อให้ย่อยสลายก่อนไถ ก็จะทำให้ดูไม่ออกว่าเป็นการเผาหรือไม่ ส่วนในแปลงอ้อยที่มีทั้งเผาก่อนตัด และเผาเศษใบหลังตัด ก็จะมีลักษณะความเข้มของรอยที่ต่างกัน และคาร์บอนที่เหลือจะไม่หนาแน่นเท่าแปลงข้าว หรืออาจถูกเมฆบดบัง
เพื่อความถูกต้องของการประมวลผล จึงต้องออกแบบอัลกอริทึ่มที่เน้นตรวจการเผาจริง และลดการทำนายว่า ‘เผา’ แต่ของจริง ‘ไม่ได้เผา’ ให้มากที่สุด จากการตรวจสอบความถูกต้องในพื้นที่ และตัวอย่างรอยเผาไหม้จากระบบตามรอยเผา พบว่า มีความถูกต้องอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ และการทำนายว่าเผา แต่ของจริงไม่เผา มีความผิดพลาดอยู่น้อย
ข้อมูลที่ระบบผลิตขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายมิติ ตั้งแต่การประเมินความเสียหาย การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการวางนโยบายป้องกันในระยะยาว เช่น หน่วยงานของรัฐที่สามารถนำไปใช้ในการรายงานพื้นที่เผาไหม้ภาคเกษตรกรรม รายงานสรุปรายเดือนและรายฤดูฝุ่นควัน ใช้เป็นตัวชี้วัดในการลดการเผาในภาคเกษตร ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นลงตรวจในพื้นที่รับผิดชอบ และใช้เป็นข้อมูลยืนยันการเผาหรือไม่เผาของเกษตรกร
ขณะที่ภาคเอกชนก็สามารถใช้ค้นหาแหล่งที่มีเศษวัสดุเพื่อนำไปใช้ในการสร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร ก็สามารถนำไปใช้แบบ API (Application Programming Interface) กับระบบตรวจสอบย้อนกลับของผลผลิต เป็นต้น
อ้างอิง:
การนำเสนองานวิจัยระบบตามไฟ โดย รศ.ดร.สรรเพชญ ชื้อนิธิไพศาล และระบบตามรอยเผา โดย ผศ.พ.ท.ดร.สรวิศ สุภเวชย์ ในการสัมมนา: การพัฒนาและใช้ประโยชน์ระบบ ‘ตามไฟ’ และระบบ ‘ตามรอยเผา’
– https://tamfire.net
– https://tamroypao.hii.or.th