
แม้ในแอปพลิเคชันวัดคุณภาพอากาศจะแสดงค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในระยะนี้ แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นคือฝุ่นจิ๋วในเมืองไม่ว่า PM10, PM2.5, PM0.1 ยังมีเกิดใหม่ทุกวัน เพียงแต่ปัญหาฝุ่นจิ๋วจะเผยตัวชัดเจนกินเวลาหลายเดือนในช่วงปลายปีคาบเกี่ยวไปถึงต้นปี ที่สภาพอากาศนิ่งและมีการเผาในที่โล่งจากนอกพื้นที่เข้ามาหนุนให้ฝุ่นหนาแน่นขึ้น
.
ทุกครั้งที่ปัญหาฝุ่นควันเข้ามาประชิด ‘พื้นที่สีเขียว’ มักถูกนำมาหยิบยกให้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา เพราะการปลูกต้นไม้เป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้และทำได้เร็วที่สุด ใช้ต้นทุนน้อย และได้ผลจริง ซึ่งงานวิจัย ‘ต้นไม้บำบัดมลพิษ’ ของ รศ. ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร จากคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ยืนยันว่าการสร้างสวนที่มีต้นไม้หลายระดับและมีความหนาแน่นที่เหมาะสม สามารถลดความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในระดับการหายใจของมนุษย์ได้จริง และต้องทำควบคู่กันไปกับการลดฝุ่นที่ต้นตอด้วย
.
5 กลไกที่ต้นไม้จัดการกับฝุ่น
เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของต้นไม้ ดร.ชัยรัตน์ อธิบายว่า ต้นไม้มีกลไกในการจัดการฝุ่นอยู่ 5 รูปแบบ คือ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของต้นไม้ ดร.ชัยรัตน์ อธิบายว่า ต้นไม้มีกลไกในการจัดการฝุ่นอยู่ 5 รูปแบบ คือ
- พื้นผิวของใบ: ในการดักจับฝุ่นจะเกิดขึ้นได้ดีกับใบไม้ที่มีลักษณะเฉพาะมากกว่าใบเรียบ เช่น ใบที่มีไขมันแว็กซ์เคลือบ และมีความมันวาว ใบที่มีพื้นผิวขรุขระ หรือใบที่มีขนเล็ก ๆ เรียกว่า Trichome และใบที่มีขนาดเล็กแต่มีจำนวนมาก เช่น กัลปพฤกษ์จามจุรี โมก ไทรเกาหลี ประทัดจีน พรมกำมะหยี่ คล้าแววมยุรา เฟิร์นขนนก จะมีพื้นที่ผิวในการดักจับฝุ่นได้ดีกว่าพืชใบใหญ่ เมื่อฝุ่นจับตัวกันบนใบ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ฟุ้งกระจาย และร่วงหล่นไปกับใบไม้ตามธรรมชาติ
- ใช้ปากใบดักจับฝุ่นจิ๋ว: สำหรับฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากในระดับ Ultrafine Particle เช่น PM0.1 ที่สามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ผ่านรูขุมขน การดักจับฝุ่นจะอยู่ที่ปากใบ โดยพืชจะดักจับฝุ่นแล้วนำเข้าไปย่อยสลายภายในเซลล์พืช โดยใช้เอนไซม์เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารพิษนั้น ให้กลายเป็นสารที่มีความเป็นพิษน้อยลง
- ทรงพุ่มชะลอความเร็วลม: ทรงพุ่มของต้นไม้จะช่วยลดความเร็วของลมที่พัดเข้ามา เมื่อกระแสลมช้าลง จะทำให้ฝุ่นที่ลอยตัวอยู่ในบริเวณร่มไม้ แล้วตกลงสู่พื้นดิน
- คายน้ำเพิ่มความชื้น: การคายน้ำของพืชจะออกมาในรูปแบบไอน้ำขนาดเล็ก ซึ่งสามารถจับฝุ่นละอองในอากาศ และช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศโดยรอบ จึงช่วยลดปริมาณของฝุ่นที่ฟุ้งกระจายได้ ต่างจากการฉีดพ่นน้ำปกติที่ละอองน้ำมีขนาดใหญ่และไม่สามารถจับฝุ่นได้
- ลำต้นดักฝุ่นแล้วย่อยสลาย: บนลำต้นหรือกิ่งก้านที่มีพื้นผิวขรุขระ จะมีช่องว่างที่สามารถดักจับฝุ่นได้ โดยต้นไม้จะมีเอนไซม์ที่สามารถลดความเป็นพิษหรือย่อยสลายสารเหล่านี้ได้ เช่น สารในกลุ่มโพลีไซคลิก อโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งเป็นสารพิษจากปิโตรเคมี และเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญจากการใช้เครื่องกรองอากาศที่แม้จะมีประสิทธิภาพในการบำบัดได้รวดเร็วแต่ไม่มีการย่อยสลายสารมลพิษและมีการใช้พลังงานในการเดินเครื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ในแต่ละบริบทพื้นที่ ที่แตกต่างกัน
ต้นไม้ VS เครื่องฟอกอากาศ
จากกลไกการทำงานของต้นไม้ในฐานะเครื่องกรองและฟอกอากาศ ดร.ชัยรัตน์ชี้ว่า ต่างก็มีข้อจำกัดที่ให้ผลลัพธ์แตกต่าง เช่น
- ความเร็ว: เครื่องฟอกอากาศสามารถลดปริมาณฝุ่นในห้องปิดได้ในระดับวินาทีหรือนาที ขณะที่ต้นไม้ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงจึงจะเห็นผล มีการคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าจะต้องลดฝุ่นในกรุงเทพฯ ต้องใช้ต้นไม้หลักพันล้านต้น การพึ่งพาการบำบัดฝุ่นจากต้นไม้เพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เหมาะสม โดยการลดฝุ่นจากต้นตอแหล่งกำเนิดจึงต้องทำควบคู่กันไป
- ขนาดพื้นที่: เครื่องฟอกอากาศเหมาะสำหรับพื้นที่ปิด เช่น ห้องนอนหรือสำนักงาน ส่วนต้นไม้เหมาะสำหรับพื้นที่เปิด และพื้นที่ที่เป็นภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ โดยมุ่งเน้นประโยชน์ในหลายมิติ เช่น การดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ การลดอุณหภูมิ ฯ ควบคู่กับการบำบัดฝุ่น
- ผลกระทบระยะยาว: เครื่องฟอกอากาศต้องใช้ไฟฟ้าและสร้างขยะทุติยภูมิ (Secondary Waste) จากไส้กรองที่ยังต้องกำจัดด้วยวิธิการฝังกลบ ทั้งยังต้องใช้ไฟฟ้าในการทำงานของเครื่อง ในทางกลับกันต้นไม้ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า และยังมีเอนไซม์ที่สามารถย่อยสลายสารพิษได้ด้วยตัวเอง
แพลนปลูกเพื่อหวังผล
การปลูกต้นไม้เพื่อหวังผลในการช่วยลดหรือป้องกันฝุ่น ต้องเริ่มตั้งแต่การเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม และคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ การวางตำแหน่งต้นไม้ การดูแลเพื่อให้ต้นไม้มีประสิทธิภาพในการดูดซับฝุ่นได้อย่างเต็มที่ สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ สภาพแสง ความเข้มข้นของฝุ่น และทิศทางลมในแต่ละช่วงของปี
- ปลูกหลากหลาย: การปลูกต้นไม้ในพื้นที่เมือง สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญคือควรเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลึก ไม่แผ่รากไปด้านข้าง เพราะอาจทำลายโครงสร้างรั้วหรือตัวบ้านได้ และควรเลือกต้นไม้ที่มีใบขนาดเล็กเพราะมีจำนวนใบมาก ผิวใบขรุขระ ผิวใบมีแว็กซ์เคลือบ และควรเป็นไม้ไม่ผลัดใบ เพราะไม้ผลัดใบจะสลัดใบทิ้งในฤดูหนาวที่ปริมาณฝุ่นจะมากกว่าฤดูอื่น ขณะเดียวกันพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูลปาล์มมีการปล่อยสารระเหยที่จะไปทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และรังสี UV กลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิได้
.
พันธุ์ไม้ที่มีคุณสมบัติข้างต้น มีทั้งไม้ประดับขนาดเล็ก อาทิ คล้าแววมยุรา พรมกำมะหยี่ เฟิร์นขนนก ลิ้นมังกร กวักมรกต (ควรระวังเด็กและสัตว์เลี้ยงเพราะยางมีพิษ) ไม้พุ่มกลาง อาทิ ไทรเกาหลี ต้นแก้ว เล็บครุฑ ประทัดจีน ชาฮกเกี้ยน และไม้ใหญ่ เช่น โมก ชงโค สัก เป็นต้น - ปลูกอย่างมีแบบแผน: ควรปลูกโดยวางตำแหน่งต้นไม้ให้มี 2 ชั้นเป็นอย่างน้อย คือ ชั้นไม้ใหญ่ และชั้นไม้พุ่ม เพื่อสร้างแนวกำแพงกรองฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ โดยทั้งสองแนวควรมีระยะห่างกันที่ประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของต้นไม้ใหญ่ หรือ 1.5 เมตร เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี และไม้พุ่มควรมีความสูงระดับจมูกคือ 120-180 เซนติเมตร รวมถึงอยู่ในตำแหน่งที่รับแสงอย่างเพียงพอ ส่วนการให้น้ำควรรดทั้งต้นและใบ เพราะหากใบถูกฝุ่นเกาะมากเกินไป ต้นไม้จะเข้าใจว่าเป็นกลางคืนทำให้การสังเคราะห์แสงต่ำลง