ในหลายพื้นที่ชายป่า ชุมชนต้องเผชิญไฟป่าซ้ำทุกปี คนในพื้นที่จึงพัฒนาวิธีจัดการไฟของตนเอง ประสบการณ์การจัดการไฟป่า ที่ถูกถ่ายทอดในวงเสวนา งานประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2 สะท้อนทั้งศักยภาพของชุมชน ข้อจำกัดของการทำงานในพื้นที่ และโจทย์สำคัญของการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ยังต้องอาศัยการขยับของทั้งระบบ

แม่ทา: พื้นที่ที่ต้องอยู่กับไฟป่าทุกปี
ชุมชนตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ต้องเผชิญไฟป่าทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ด้วยป่าโดยรอบชุมชนมีเชื้อเพลิงสะสมจำนวนมาก และสภาพอากาศแห้งทำให้ไฟลุกลามได้รวดเร็ว การเฝ้าระวังไฟ การทำแนวกันไฟ และการจัดกำลังคนเพื่อควบคุมไฟจึงกลายเป็นงานที่ชุมชนต้องเตรียมการล่วงหน้าในทุกฤดูกาลไฟ
พื้นที่แม่ทามีลักษณะซ้อนทับระหว่างป่าชุมชน พื้นที่ทำกินของชาวบ้าน และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ติดกับป่า พึ่งพาทรัพยากรจากป่าในการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร แหล่งน้ำ และพื้นที่ทำกิน แนวคิด “Sustainable Utilization” อธิบายถึงความสัมพันธ์นี้ได้ในฐานะการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งมองว่าป่าเป็นทั้งระบบนิเวศที่ต้องดูแลและเป็นฐานทรัพยากรของชุมชน ทว่าความซ้อนทับกันของพื้นที่ ก็ทำให้การจัดการไฟป่าในพื้นที่มีความซับซ้อนด้วยเช่นกัน
“4 ต.” วิธีจัดการไฟของชุมชนแม่ทา
เมื่อต้องรับมือกับไฟป่ามาหลายปีต่อเนื่อง ชุมชนแม่ทาจึงเริ่มพัฒนาแนวทางจัดการไฟของตนเอง ด้วยกรอบการทำงาน “4 ต.” พวกเขาเริ่มจากการระบุ “ต้นตอ” ของไฟในพื้นที่ ไม่ว่าจากการเกษตร ล่าสัตว์ ไฟที่มาจากการท้าทายอำนาจ หรือเป็นไฟข้ามเขต ต่อด้วยการเตรียมวิธี “ตอบโต้” เมื่อไฟเกิด เช่น การทำแนวกันไฟจากทักษะของคนในพื้นที่ ใช้เทคโนโลยีในการคำนวณ และแจ้งเตือนส่งข่าวในเรื่องไฟป่า
หลังเหตุการณ์แต่ละครั้งจะมีการ “ต้อม” หรือการถอดบทเรียนปัญหา วิธีแก้ และปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ความเร็วลม ความร้อน ความชื้น เพื่อปรับปรุงการทำงานในปีถัดไป ส่วน “ต่างตอบแทน” คือ ต.สุดท้าย ในการดูแลคนทำงานซึ่งต้องใช้เวลาและแรงงานจำนวนมาก ในรูปแบบค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง ยาสามัญให้กับคนที่ทำแนวกันไฟเพราะทุกคนต่างมีต้นทุนและภาระที่ต้องรับผิดชอบกับครอบครัวตนเอง
มากไปกว่านั้น ประเพณีที่ถูกผูกโยงเข้ากับวิถีชีวิตและความเชื่อเรื่องผีขุนน้ำ ผีป่า ทำให้คนเกรงกลัว พวกเขารับรู้ว่าป่าและไฟป่าเป็นต้นทุนความรับผิดชอบของทุกคน จึงมอบหมายให้สมาชิก 1 คนในครอบครัว ต้องทำงานเพื่อสาธารณะ 4 วันใน 1 สัปดาห์ และการจัดการไฟเป็นหนึ่งในภารกิจนั้น

เชียงใหม่โมเดล: “CLEAR CM”
ประสบการณ์จัดการไฟป่าจากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ถูกนำมาศึกษาอย่างเป็นระบบ ผ่าน “โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาแผนแก้ไขปัญหา PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่” หรือ “CLEAR CM” โมเดลนี้คือการเรียนรู้จากนโยบายที่มีอยู่ และทำให้เหมาะสมกับภูมิประเทศและโครงสร้างสังคมของเชียงใหม่ ทำความเข้าใจไฟป่าในฐานะปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งกับระบบนิเวศ วิถีชีวิตของชุมชน และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
โครงการวิจัย CLEAR CM ศึกษาลักษณะของไฟในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้แนวคิด 4P ในการทำความเข้าใจปัญหาไฟป่าในพื้นที่ ได้แก่
- People: วิเคราะห์ผลกระทบทางสาธารณสุข เบี้ยเลี้ยงของนักดับไฟ
- Problems: ศึกษาสาเหตุและรูปแบบการเกิดไฟ โดยไม่มองว่าต้องดับทั้งหมด
- Place-based policy: ออกแบบมาตรการตามบริบทพื้นที่ และการกำหนดแผนระยะสั้น กลาง ยาว
- Policy design: ออกแบบนโยบายแบบ “Menu” แล้วเลือกปรับใช้ตามบริบท
โมเดลนี้มองว่าไฟไม่ใช่ตัวร้ายในทุกบริบท มีทั้งไฟที่ดีซึ่งคงไว้ได้ และไฟที่ไม่ดีที่ต้องได้รับการจัดการ สีของไฟจราจรอย่างเขียว แดง เหลือง ถูกนำมาใช้ในการสื่อสารเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจและจัดการไฟได้แม่นยำ โดยกำหนดให้ไฟสีแดง-ต้องหยุดทันที, ไฟสีเหลือง-สามารถควบคุม ลด หรือจำกัด, และไฟสีเขียว-ควรคงไว้ เช่น ไฟไร่หมุนเวียนตามจารีตประเพณี, ไฟจัดการเชื้อเพลิงของอุทยาน (ใช้เฉพาะพื้นที่และช่วงเวลาที่เหมาะสม)
จากการศึกษานี้ ได้กลายมาเป็นแผนปฏิบัติที่มียุทธศาสตร์ 6 ด้าน คือ
- การบริหารพื้นที่เผาไหม้โดยแผนท้องถิ่นและชุมน
- การจัดการที่ดินและป่าไม้ของชุมชน กำหนดการใช้ที่ดินและขอบเขตให้ชัด
- การลดไฟพื้นที่เกษตรกรรมที่ขึ้นทะเบียน
- การลดไฟ ควันดำจากพื้นที่เมือง (Low Carbon City)
- พื้นที่กลุ่มเปราะบาง คุ้มครองสุขภาพของสาธารณะสุข
- บทบาทของภาครัฐไม่บังคับ แต่อำนวยความสะดวกแก่ชุมชนในการทำแผนไฟป่า

ข้อจำกัดของระบบที่ยังต้องปรับแก้
การจัดการไฟป่าและฝุ่นควันพึ่งพาข้อมูลจากหลายแหล่ง อาทิ ข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA ในการตรวจจับจุดความร้อน ติดตามการกระจายตัวของควัน ทั้งยังเชื่อมโยงกับข้อมูลทิศทางลมและสภาพอากาศเพื่อช่วยประเมินการเคลื่อนตัวของควัน หรือเครือข่ายเซนเซอร์ตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ที่พัฒนาขึ้นในโครงการ “Sensor for All” ก็ทำหน้าที่เก็บข้อมูลคุณภาพอากาศในระดับพื้นที่ของหลายจังหวัด และส่งข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่นได้อย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีข้อมูลอยู่มากพอ แต่ในการจัดการไฟป่ายังต้องการ “ตัวช่วย” มากกว่านั้น เพราะเป็นการบริหารจัดการที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายระดับ ทั้งหน่วยงานส่วนกลาง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่
ทั้งนี้ การถ่ายโอนภารกิจงานไฟป่าบางส่วนจากกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามแผนกระจายอำนาจที่ผ่านมา ยังมีความไม่ชัดเจนของอำนาจ งบประมาณ บุคลากร และระบบพี่เลี้ยงท้องถิ่น ขาดเครื่องมือที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน ไปจนถึงความทับซ้อนของอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานรัฐทำให้เกิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง
หลากหลายเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงาน พบว่า เรื่องไฟป่ายังต้องให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องไฟในทุกมิติ ควรมีการถอดบทเรียนไฟป่าและระบุต้นตอ เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดที่เชื่อมโยงกับแผนระดับชาติ ในการปฏิบัติการ ควรมีการทบทวนการถ่ายโอนภารกิจการกระจายอำนาจในภารกิจเรื่องไฟป่าของกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และทบทวนเรื่องระเบียบ งบประมาณของทั้งอปท. และหน่วยงานที่เป็นพี่เลี้ยงในการจัดทำแผนปฏิบัติการ รวมถึงจัดการความย้อนแย้งของพื้นที่เกิดไฟป่าและอำนาจในการจัดการอยู่ที่ท้องถิ่น ขณะที่แผนการจัดการไฟป่าและ PM2.5 ควรออกแบบให้เหมาะสมกับพื้นที่โดยคนในพื้นที่ซึ่งรู้บริบทดีที่สุด และควรมีงบประมาณในการจัดแผนป้องกันและควบคุมไฟป่า มีค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับผู้ปฏิบัติงานในแนวกันไฟอย่างเหมาะสม
ส่วนแผนการทำงานท้องถิ่นควรระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน มีตัวชี้วัด มีแผนในการประเมินผลติดตาม ยกระดับประสิทธิภาพในการจัดการของท้องถิ่นและการเป็นพี่เลี้ยง และควรมีระบบ Open data ที่ช่วยให้แผนการทำงานในพื้นที่ การติดตามมีความต่อเนื่อง ทั้งนี้ การมีส่วนร่วมของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่าง ๆ ในเรื่องป่าชุมชน ยังเป็นเรื่องที่ต้องคุยถึงผลลัพธ์ ข้อดีข้อเสีย กันให้ทะลุปรุโปร่ง

ภาคเอกชนร่วมสู้ไฟป่า
ปัญหาของไฟป่าส่วนหนึ่งมีที่มาจากภาคเกษตร เพราะบางครั้งไฟจากการเผาในภาคเกษตรได้ลุกลามเข้าพื้นที่ป่า ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการลดการเผาในภาคเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “Zero Burning Initiative” ของ Central Tham ซึ่งสร้างระบบรับรองสินค้าเกษตรที่ผลิตโดยไม่เผาวัสดุการเกษตร แนวทางนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีกแนวทางหนึ่งของมูลนิธิใจกระทิง คือการเข้าร่วมสนับสนุนการจัดการไฟของชุมชนเวียงแหง และชุมชนอมก๋อย ทั้งด้านเครื่องมืออุปกรณ์ งบประมาณ องค์ความรู้ สร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างแกนนำเยาวชนในพื้นที่
ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีแนวคิด “ธรรมชาติและมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล” มองถึงการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนด้วยคาร์บอนเครดิต ซึ่งการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยทำเป็นพื้นที่วนเกษตร และเข้าสู่กระบวนการ Carbon Credit เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนที่ดูแลป่าและลดการเผา ได้รับผลตอบแทนจากการรักษาระบบนิเวศ เป็นการเชื่อมการจัดการไฟป่าเข้ากับเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว
ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนและระดมความคิด ได้นำมาสู่ข้อเสนอด้านการจัดการไฟป่า ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ จากการประชุมระดับชาติมลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “การกระจายอำนาจการจัดการไฟป่าและฝุ่นอย่างมีความหมาย พร้อมความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วน” ว่า

“การจัดการไฟป่าและมลพิษจากการเผาไม่อาจเป็นภาระของรัฐหรือท้องถิ่นฝ่ายเดียว จำเป็นต้องกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตซึ่งต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รัฐควรสนับสนุนทรัพยากร องค์ความรู้ และระบบพี่เลี้ยงให้ท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกกำกับติดตามบทบาทของทุกฝ่ายอย่างชัดเจน”
ที่มา :
บทเรียนจากห้องย่อยที่ 2: ภาคป่าไม้ และปาฐกถาพิเศษ “วิศวกรรมเพื่อความยั่งยืนกับการแก้ปัญหาฝุ่นที่ต้นตอ” โดย รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ ในงานประชุมวิชาการ Thailand National PM2.5 Forum ครั้งที่ 2