
‘Youthful Issue’ คือกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ City Lab ของ กรุงเทพมหานคร ในการหาทางออกให้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 ร่วมกับ ‘โครงการสานพลังเคาท์ดาวน์ PM2.5 เพื่อสุขภาวะคนเมือง (หลวง)’ โดยมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย หรือ Scenario Thailand Foundation ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.
และเพื่อร่วมกันเฟ้นหาแนวทางและวิธีแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้จัดให้มีกิจกรรม ‘YouThful Issue Competition’ การแข่งขันนวัตกรรมแก้ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพมหานครขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่แสดงไอเดีย สร้างสรรค์นวัตกรรม และเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาต่อไปในอนาคต ด้วยการเปิดเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ สร้างการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม ซึ่งมีนักเรียนและนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ สร้างสรรค์แนวทางมาร่วมแข่งขัน ก่อนจะคัดเลือก 10 ทีมสุดท้าย เพื่อนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการในวันตัดสิน ‘YouThful Issue Final Pitching’ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 โดยไอเดียจากทีมที่ชนะเลิศจากการแข่งขัน จะได้นำไปพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาจริงต่อไป

โดยคณะกรรมการผู้ร่วมตัดสินและให้คำแนะนำเพื่อต่อยอดนวัตกรรม ได้แก่ รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. ดร.สุมิท เเช่มประสิทธิ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทยและผู้ก่อตั้งโครงการคนกล้าคืนถิ่น พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นุชพนิต นาคพิทักษ์ รองผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การแฟมิลี่ เฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ ผศ. ดร.ประพัทธ์ พงษ์เกียรติกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

การนำเสนอไอเดียของทั้ง 10 ทีมเป็นไปอย่างเข้มข้น แต่ละทีมมีเวลาในการนำเสนอ 7 นาที และตอบคำถามจากคณะกรรมการ 7 นาที โดยเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย กลยุทธ์และวิธีการของนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันที่ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีข้อมูลและตัวเลขสนับสนุนชัดเจนถูกต้องและครบถ้วน แนวทางการให้เหตุผลซึ่งมีการใช้ตัวชี้วัดและแผนการดำเนินการที่เหมาะสม และรูปแบบการนำเสนองานที่ดี เป็นทางการ เนื้อหาชัดเจน และตอบคำถามได้
ทั้งนี้ ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 10 ทีม ประกอบไปด้วย ‘Cleanse Co.’ นำเสนอเครื่องกรองอากาศและกักเก็บอนุภาค PM2.5 โมเดลรถไฟฟ้า ติดตั้งบนเครือข่ายรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ, ‘Aiya Engineer’ กับไอเดียการตรวจจับและรถที่ปล่อยควันเสียเกินเกณฑ์ โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นทำงานร่วมกับกล้องวงจรปิดสาธารณะ, ‘Blue Sky’ นำเสนอระบบ AI วิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศและค้นหาสาเหตุต้นตอของ PM2.5,

ทีม ‘Burger X Burger’ มาพร้อมกับแผ่นมอสกันเสียงและดูดซับ PM2.5, ‘Clean Air Coders’ เสนอแพลตฟอร์มแสดงข้อมูลเชิงลึกของ PM2.5 รายเขต เพื่อประเมินปัญหาและนำไปสู่การเสนอแผนและนโยบายที่เจาะลึกเฉพาะพื้นที่, ‘Coalesce’ ใช้แนวทางสร้างเขตปลอดฝุ่นด้วยการใช้เครื่องกำจัด PM2.5 ที่หลงเหลือจากการฟอกของเครื่องฟอกไอเสียรถยนต์, Eco-Start เสนอการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ด้วยแอปพลิเคชั่น Grow-to-Earn เพื่อชวนคนมาสร้างรายได้จากการปลูกพืชลด PM2.5,
ทีม ‘Purify Patrol’ กับนวัตกรรม Engine Guard เพื่อลดปริมาณการปล่อย PM2.5 และปรับปรุงสภาพอากาศให้กรุงเทพฯ, ‘Rookie Fighter’ กับไอเดีย Air Purifying Bus ติดตั้งตัวกรองอากาศบนรถเมล์สาธารณะ, และทีมสุดท้าย ‘ต่อให้เราจะเป็นฝุ่นก็ยังไม่เข้าตาเธออยู่ดี’ นำเสนอการสร้างปอดในกรุง ด้วยกระบวนการ Photocatalytic Oxidation เพื่อเปลี่ยนสารประกอบ PM2.5 ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ให้เป็นสารที่ไม่อันตรายต่อร่างกาย

หลังจากแต่ละทีมได้นำเสนอ ตอบข้อซักถามของคณะกรรม และรับฟังคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรม ผลการตัดสินนำไปสู่รางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศ และรางวัลประเภทต่างๆ ดังนี้
- รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Coalesce
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ทีม Aiya Engineer
- รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ทีม Clean Air Coders
- รางวัลความคิดสร้างสรรค์ The Best Innovation ได้แก่ ทีม Burger X Burger
- รางวัล The Best Sustainable Solutions ได้แก่ ทีม Eco-Start
- รางวัล The Best Analysis ได้แก่ ทีมต่อให้เราจะเป็นฝุ่นก็ยังไม่เข้าตาเธออยู่ดี

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ กล่าวถึงการแข่งขันในครั้งนี้ว่า “City Lab เป็นนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ให้คนรุ่นใหม่ได้นำเสนอไอเดียในการแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานคร โดยใช้เมืองเป็นห้องทดลองทดสอบไอเดีย และหาพื้นที่นำร่องในการต่อยอดไอเดียที่สามารถนำไปใช้จริงได้ เช่นเดียวกับไอเดียที่น่าสนใจในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่นำเสนอในวันนี้ จะมีการนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นจริง”
ด้าน ดร.สุมิท เเช่มประสิทธิ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับทุกทีมที่ได้เข้าร่วมแข่งขันและได้รับประสบการณ์สำคัญจากการแข่งขันในครั้งนี้ พร้อมกล่าวคำชื่นชมและฝากข้อคิดเอาไว้ว่า
“รู้สึกชื่นใจและมองเห็นถึงอนาคต เรารู้แล้วว่าเราจะส่งมอบประเทศไทยไว้กับใคร ประเทศไทยมีสิ่งที่ดีและควรต่อยอดเป็นนวัตกรรมอยู่มากมาย ถ้าต่อยอดถึงรากแก้วจะเกิดเป็นความยั่งยืน ถ้าต่อยอดไม่ถึงรากแก้วมันจะหลุดลอยไป ดังนั้นขอให้เริ่มจากสิ่งที่ประเทศไทยมี ยังมีอะไรที่ยังขาดการต่อยอด แล้วต่อยอดให้ยั่งยืน”
