
ปัญหาฝุ่นควันที่ปกคลุมเมือง อาจเริ่มมาจากสินค้าธรรมดา ๆ ที่เราจับจ่ายในแต่ละวัน หากกระบวนการผลิตสินค้านั้นมีการเผาในขั้นตอนเก็บเกี่ยวหรือเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การสนับสนุนสินค้าที่ปลอดการเผา จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ผู้บริโภคมีส่วนช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเสียงของผู้บริโภคนั้นมีพลังมากกว่าที่คิด
เพื่อให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าที่ปลอดการเผาได้อย่างมั่นใจ จึงเกิดการพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า “ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค” ขึ้น เพื่อรับรองว่ากระบวนการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบ การแปรรูป ไปจนถึงการจัดการของเสียเป็นไปตามหลักสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการไม่เผาเศษชีวมวลด้วย

เครื่องมือสำหรับผู้ผลิตรายเล็ก
ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่พัฒนา โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็ก ที่มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ได้ให้ทางสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เป็นผู้ดำเนินงานรับรองฉลากให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงการเป็นองค์กรที่ทำงานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ
และเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเพื่อนำเสนอรูปแบบการยกระดับของธุรกิจและแนวทางใหม่ในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการเผาในที่โล่ง ให้เกิดการประหยัดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าของสินค้าขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ใช้เกณฑ์การรับรองเรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยมลพิษผ่านฉลากสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว (Green Label) และฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค (Chumchon Label for Environmental and Consumer Pretection: CEC) หรือฉลากสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจทุกขนาดปรับตัว
“ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งแต่ละฉลากก็มีระดับความเข้มข้นต่างกัน เป้าหมายของฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ คือ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก SME หรือวิสาหกิจชุมชน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแนวปฏิบัติฉลากสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดได้
“และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการลดมลพิษ ทั้งด้านการใช้ทรัพยากร การปล่อยของเสีย ซึ่งครอบคลุมทั้งดิน น้ำ อากาศ และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ นอกจากนี้ยังส่งเสริมสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริโภคด้วย” ดร.ฉัตรตรี ภูรัต ผู้อำนวยการฝ่ายฉลากเขียวและฉลากสิ่งแวดล้อม เกริ่นถึงที่มาของการเกิดฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ หลังดำเนินโครงการมาเป็นปีที่ 3

“จากเดิมฉลากประเภทต่าง ๆ มักมีเกณฑ์รับรองที่แยกตามวัตถุประสงค์ของแต่ละฉลาก ซึ่งอาจมุ่งเน้นไปที่ด้านคุณภาพ หรือด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ พัฒนาขึ้นเพื่อนำหลักเกณฑ์ด้านต่าง ๆ มารวมเข้าด้วยกันในข้อกำหนด ประกอบด้วยหลักเกณฑ์ ด้านคุณภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค” กาญจนา บุญมาก หัวหน้าโครงการผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ กล่าวเสริม
ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือยืนยันว่ากระบวนการผลิตต้องมีการจัดการทรัพยากร การจัดการพลังงาน การจัดการน้ำเสีย ขยะ และลดการใช้สารเคมีอันตราย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คงคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
โครงการนี้ นำร่องด้วย 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่มีศักยภาพในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้าที่เน้นใช้สีย้อมธรรมชาติ การจัดการน้ำเสีย และการจัดการเศษเหลือจากกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่ไม่มีสารตกค้างอันตรายและย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติที่ช่วยลดการใช้พลาสติกและนำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และกลุ่มอาหารแปรรูปที่ใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตรครบวงจร สะอาด ปลอดภัย และใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ ยังออกแบบให้ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กัน โดยการรับรองจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูลที่ถูกต้อง ความปลอดภัยของสินค้า และความเป็นธรรมของราคา และยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของรัฐและเอกชนได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ให้คนในท้องถิ่นและรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ได้อย่างยั่งยืน

มาตรฐานการผลิตที่ลดฝุ่นจากการเผา
ดร.ฉัตรตรี อธิบายว่า หัวใจสำคัญของฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ ในมิติของการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 คือการเปลี่ยนจากวัสดุเหลือทิ้งที่เคยเป็นเชื้อเพลิง ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่า โดยวางหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า “ต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ (Traceability) ว่าวัตถุดิบมาจากพื้นที่เกษตรไม่มีการเผา ซึ่งเกษตรกรจะทำข้อตกลงหรือมีหลักฐานยืนยันวิธีการจัดการพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“เรามีการให้คะแนนพิเศษหรือกำหนดเป็นเกณฑ์บังคับสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์บางประเภท ที่ลดการเผาโดยใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ (Waste-to-Value) อย่างการแปรรูปเศษวัสดุ เช่น นำฟางข้าวหรือใบไม้มาทำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือสนับสนุน Circular Economy เน้นการหมุนเวียนทรัพยากรในชุมชน ลดปริมาณขยะภาคเกษตรที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นควัน”
นอกจากนี้ยังกำหนดมาตรฐานการผลิตเพื่อลดการปล่อยมลพิษ เช่น ห้ามเผาทำลายขยะจากกระบวนการผลิตในที่โล่ง หากต้องใช้ความร้อนให้ใช้พลังงานสะอาดหรือเทคโนโลยีควบคุมการปล่อยเขม่าควัน และเลือกวัตถุดิบที่มีระยะการขนส่งไม่เกิน 300 กิโลเมตร เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่ง

“และหัวใจสำคัญที่จะทำให้การไม่เผานั้นยั่งยืน คือการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพราะปกติสินค้าชุมชนเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น สินค้าทำมือ และการถ่ายทอดภูมิปัญญา ซึ่งมีราคาสูงอยู่แล้ว หากเพิ่มประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามา จะช่วยยกระดับสินค้าขึ้นไปอีก สามารถทำราคาได้เพิ่มขึ้น และมีโอกาสเข้าถึงตลาดระดับบน ทำให้ชุมชนมีรายได้เพียงพอที่จะจัดการพื้นที่ที่แพงกว่าการเผาได้ เช่น จ้างรถเกี่ยว รถอัดฟาง”
ประสบการณ์จากพื้นที่นำร่องสะท้อนว่า การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้เป็นภาระอย่างที่หลายฝ่ายกังวล หากกลายเป็นโอกาสใหม่ของผู้ผลิต กาญจนาเล่าว่า ภายใต้กรอบของเกณฑ์คุณภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบันมีผู้ประกอบการกว่า 50 ราย ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดในระดับดี ดีมาก และดีเยี่ยม
“ในการตรวจมาตรฐาน หากมีข้อบกพร่อง เรามีระยะเวลาให้แก้ไข พร้อมทั้งให้คำแนะนำว่าต้องทำอย่างไร ซึ่งเขาก็ต้องการยกระดับสินค้าอยู่แล้ว เพราะหากผ่านเกณฑ์ของเราได้ เขาสามารถต่อยอดไปสู่เกณฑ์อื่น ๆ ในระดับที่สูงกว่า สามารถขายตรงกับที่อื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องรองานออกร้าน หรืองานมหกรรมสินค้าอย่างเดียว”
จากการทำงานที่ผ่านมา กาญจนาพบว่า ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ มีทั้งกลุ่มที่มีความรู้เรื่องมาตรฐานอยู่แล้ว และกลุ่มเริ่มต้นเรียนรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการผลิตใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการของเสียและเศษชีวมวล
“ยกตัวอย่างผู้ประกอบการเพาะเห็ดที่เปลี่ยนจากการใช้ยางพาราซึ่งต้นขนส่งมาจากภาคใต้ มาเป็นฟางข้าวในพื้นที่แทน เขาลดได้ทั้งต้นทุนวัตถุดิบและการขนส่ง และช่วยลดการเผาในพื้นที่ แทนที่จะเผาฟางข้าวทิ้ง เขาเอามาสร้างมูลค่าใหม่ได้”

เงื่อนไขของความสำเร็จ เพื่อให้ระบบยืนได้จริง
ในปีที่ 3 ของการพัฒนาฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ ซึ่งเป็นช่วงของการขยายผลและสร้างกลไกตลาดรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ดร.ฉัตรตรีอธิบายว่า ความท้าทายหลักอยู่ที่ข้อจำกัดของผู้ประกอบการชุมชน ซึ่งมีทรัพยากรและองค์ความรู้จำกัด แต่ต้องแข่งขันในตลาดที่เน้นความยั่งยืนและมีความคาดหวังสูง ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความโปร่งใสของกระบวนการผลิต
“ในมิติการผลิต ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการไม่เผา การควบคุมมาตรฐานสินค้าให้สม่ำเสมอ และความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ ล้วนเป็นภาระที่ผู้ผลิตต้องแบกรับ ขณะที่ในมิติการตลาด การรับรู้ของผู้บริโภคยังไม่แพร่หลาย และภาพจำเดิมต่อสินค้าชุมชนยังต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน ส่วนช่องทางการจำหน่ายก็มีข้อจำกัดจากเงื่อนไขของ Modern Trade ระบบภาษี และความสม่ำเสมอของปริมาณสินค้า รวมถึงต้นทุนการขนส่งที่สูงสำหรับสินค้าบางประเภท”
เมื่อถามถึงปัจจัยที่จะทำให้โครงการนี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน กาญจนามองว่า “ความร่วมมือเป็นส่วนสำคัญ เพราะจะช่วยทั้งเรื่องการต่อยอดแบรนด์ การตลาด และงบประมาณที่จะช่วยให้นวัตกรรมของผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น”
ดร.ฉัตรตรีเสริมว่า “สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดคือต้องมีคนซื้อก่อน และคนซื้อก็ต้องเข้าใจว่าที่มาที่ไปของสินค้ามีกระบวนการค่อนข้างมาก การส่งเสริมของเขาไม่ใช่แค่ซื้อของ แต่มันเป็นการสนับสนุนการลดการเผาจากผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ซึ่งการขยายตลาดต้องทำควบคู่กับการสื่อสารคุณค่าของการผลิตที่ไม่เผาด้วย”
อีกหนึ่งเงื่อนไขที่ ดร.ฉัตรตรีชี้คือความต่อเนื่อง “ถ้าโครงการดำเนินเพียงช่วงสั้น ๆ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถวางแผนปรับตัวได้ทัน และอาจสูญเสียแรงจูงใจในการพัฒนา ดังนั้นแหล่งทุนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงระยะยาว การสนับสนุนโครงการมันคือการส่งเสริมชุมชน ส่งเสริมผู้ประกอบการให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDG Goals) เป็นเป้าหมายการดำเนินงานของทุกหน่วยงานรัฐและเอกชนอยู่แล้ว

“ส่วนตัวเชื่อว่า หากสังคมไทยให้คุณค่ากับการผลิตที่ไม่เผามากขึ้น โครงสร้างแรงจูงใจของทั้งระบบจะเปลี่ยนไป ผู้ผลิตจะเปลี่ยนจากผู้ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาฝุ่น กลายเป็นผู้มีบทบาทในการแก้ไขปัญหา เมื่อวัสดุเหลือใช้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการเผาทิ้ง เกษตรกรจะมีรายได้หลายทางและเกิดความมั่นคงมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจะเปลี่ยนจากการเลือกซื้อด้วยความรู้สึกสงสารไปสู่การเลือกซื้อด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”
หากระบบนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง และสร้างจุดแข็งใหม่ในตลาดจากภาพลักษณ์การผลิตที่ปลอดการเผา ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ และยังช่วยลดฝุ่นจากต้นตอสำคัญได้ในระยะยาว