• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • 4 เรื่องหลักที่กทม. เร่งมือ เพื่อแก้อากาศในกรุงให้ดีขึ้น
  • ลองนั่งสุดสายรถเมล์ไฟฟ้า รถสายพันธุ์ใหม่ที่อยากให้คนกรุงได้ยิ้ม
  • เช็กอินฟินปอด ไปกับจังหวัด AQI เยี่ยม! พร้อมมัดรวมแหล่งเที่ยวทางธรรมชาติ
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Interview

ดร.เจน ชาญณรงค์: ‘ชายชุดดำจิตเวช’ โมเดลที่เปลี่ยนคนเผาป่ามาเป็นผู้ดูแลป่า

  • November 26, 2025
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

“ถ้าคนที่เคยเผาป่ากลายเป็นนักอนุรักษ์ได้ มันจะเป็นการหักมุมที่ยอดเยี่ยมมากเลย” ดร.เจน ชาญณรงค์ รองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ และผู้ก่อตั้งเพจ ‘ฝ่าฝุ่น’ กล่าวกับเราถึงแนวคิดตั้งต้นของการเกิดโครงการ ‘ชายชุดดำจิตเวช’ ที่จะพลิกเปลี่ยนคนที่ลงมือเผาป่า ให้กลายมาเป็นผู้ดูแลป่าด้วยโมเดลที่ยั่งยืน

ความคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 2 ปีก่อน ดร.เจนซึ่งติดตามปัญหาไฟป่ามานานหลายปี ได้เข้าไปทำงานในพื้นที่กลุ่มป่าเหนือเขื่อนภูมิพล ที่เกิดไฟแปลงใหญ่ซ้ำซากสร้างความเสียหายทุกปี และเมื่อสืบไปถึงต้นตอก็ได้พบว่าไฟป่านั้นเกิดจากการเผาของมนุษย์แทบทั้งสิ้น โดยกรมอุทยานฯ สามารถจับกุมผู้กระทำผิดทั่วประเทศและส่งฟ้องได้ปีละประมาณ 150 คดี ซึ่งเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่ง และการจับกุมนั้นลงเอยด้วยการส่งฟ้องศาล รอลงอาญา และกลับมาก่อเหตุใหม่อีกทุกปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การจับกุมบังคับใช้กฎหมายจึงไม่ใช่ทางออก ตราบใดที่ยังไม่ทำความเข้าใจว่า ‘คนเผา’ หรือ ‘ชายชุดดำ’ คนนั้นคือใคร มีความเดือดร้อนอะไร ถึงได้ก่อเหตุเผาป่าซ้ำวนอยู่แบบนี้

ความเป็นจริงของชายชุดดำ
จากการทำงานร่วมกับทีมจิตแพทย์และนักวิชาการ ดร.เจนและทีมพบว่า ในหมู่บ้านที่สำรวจนั้น มีเพียงแค่ 0.5% เป็นผู้ลงมือเผาป่า และในจำนวนคนเผาที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า หาของป่า ล่าสัตว์ มีกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิตและใช้สารเสพติด บางรายได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเภท

กลุ่มคนเหล่านี้มีความเป็นอยู่ขัดสน ไม่มีงานประจำ ไม่มีรายได้ จึงเข้าไปหาของป่าเพื่อประทังชีวิต บางครั้งมีอาการหลอนจากการใช้ยา ทำให้พวกเขาอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่มีความยั้งคิดเวลาเผาป่า และเมื่อเกิดไฟป่าที่เกินกว่าจะควบคุมกองแรกที่ชายขอบหมู่บ้านแล้ว ชายชุดดำที่เหลือทั้งทั้งจิตปกติและจิตเภทก็จะไปจุดเผาตามน้ำในป่าที่ตัวเองต้องการหากิน จนกลายเป็นไฟล้อมหมู่บ้านทุกทิศ

“เราไม่ควรมองเขาเป็นจำเลยอย่างเดียว เขาเป็นคนป่วย ใครเดือดร้อนยังไงเขาก็มองไม่เห็นเพราะเขาอยู่ในโลกของเขา ชายชุดดำจิตเวชคนหนึ่งที่เรามีโอกาสได้พูดคุย เขาไม่มีญาติพี่น้อง อยู่ตัวคนเดียว มีความว้าเหว่ บางวันคลั่ง พูดไม่รู้เรื่อง บางวันก็พูดคุยดี เมื่อจิตแพทย์ได้คุยกับเขา เขาเริ่มเปิดใจ เล่าเรื่องในโลกของเขาให้ฟัง เราก็เป็นผู้รับฟังที่ดี ฟังอย่างไม่ตัดสิน สิ่งที่เขาบอกกับเราคือ ที่ทราบว่าไฟป่าเผาไป 30,000 ไร่ แต่ผมไม่ได้อยากได้แย้ ผมอยากได้ความมั่นคงในชีวิต ผมอยากมีชีวิตที่มีค่า”

คำตอบที่สะท้อนถึงความขัดสนและความรู้สึกไร้ตัวตนในสังคม นำมาสู่ไอเดียของโมเดลซึ่งตอบโจทย์ต่อสิ่งที่ขาด “ผมกลับมานั่งคิดถึงสองสิ่งที่เขาขอ ความมั่นคงในชีวิตก็คือความมั่นคงทางรายได้ แล้วชีวิตที่มีค่าล่ะคืออะไร ก็ควรจะเป็นผู้ให้ แต่จะให้อะไรในเมื่อเขาไม่มีอะไรจะให้เราตอบแทน เราเป็นนักธุรกิจ ก็มาคิดว่า ถ้าจะจ้างคนแบบนี้มาทำงาน ควรทำยังไง จนมาได้คำตอบว่า ให้เขาเป็นนักอนุรักษ์ ทำงานกับอุทยานนี่แหละ”

เข้ากระบวนการรักษา
การค้นพบนี้จึงเปลี่ยนมุมมองการแก้ปัญหาไปโดยสิ้นเชิง เพราะปัญหาไฟป่าไม่ได้ถูกตีกรอบอยู่ในปัญหาสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มีปัญหาด้านสาธารณสุขและความเหลื่อมล้ำทางสังคมซ่อนเร้นอยู่ และต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นำร่องโครงการด้วยการเลือกผู้ป่วยจิตเภทและเป็นมือเผาป่า เข้าสู่กระบวนการรักษาจำนวน 2 คน

“เราคุยกับโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก็ได้รู้ว่าที่โรงพยาบาลมีหน่วยจิตเวชซึ่งจะมีหมอมาปีหนึ่งแค่ 3 วัน ทั้ง 2 คนนี้เป็นผู้ป่วยจิตเวชมีชื่อในระบบของโรงพยาบาลอยู่แล้ว แต่เข้าไม่ถึงการรักษา ทั้งที่มียารักษาเบิกได้ฟรี แต่ขาดหมอ เราจึงหาช่องทางที่จะให้เขาเข้าถึงยา ด้วยการชวนโรงพยาบาลอำเภอ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ร่วมกับ อสม. เป็นคนรับยาไปฉีด โดยให้หมอประเมินและสั่งยาแบบการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine”

การใช้ระบบการแพทย์ทางไกลเพื่อให้จิตแพทย์สามารถประเมินอาการและสั่งยาจากระยะไกล ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาการเข้าถึงการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาและกินยาอย่างต่อเนื่อง มีอาการดีขึ้นและพร้อมเข้าสู่การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม ขณะเดียวกันก็จัดหาอาชีพรองรับ เพื่อไม่ให้เขากลับไปสู่วัฏจักรเดิมอีก

“ผู้ป่วยจิตเวชถือเป็นผู้พิการประเภทหนึ่ง ซึ่งทางกฎหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีกลไกการจ้างงานภายใต้มาตรา 33 และมาตรา 35 กำหนดให้บริษัทที่มีพนักงาน 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน ซึ่งเขาต้องมีบัตรผู้พิการด้านจิตเวช โดยมีแพทย์เป็นผู้รับรอง”

ด้วยแนวทางที่วางเอาไว้แต่ต้น ว่าหลังได้รับการรักษา ผู้พิการด้านจิตเวชซึ่งเคยเผาป่า จะได้ทำงานกับอุทยานฯ โดยการว่าจ้างของเอกชน กระบวนการต่อมาจึงเป็นการหาผู้ว่าจ้างที่มอบชีวิตใหม่ให้คนกลุ่มนี้

“เราหาผู้ว่าจ้างที่จะจ้างงานเขาเดือนละ 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน วันละ 337 บาท แต่ในการจ้างคนพิการ เราจะไม่จ้างเจ้าตัว แต่ให้จ้างผู้ดูแล เพราะมีเรื่องเซ็นสัญญาต่างๆ ด้วย แล้วผู้ดูแลอาจจะเป็นคนในครอบครัวก็จะดูแลคนพิการคนนี้เวลาที่ไปทำงาน หรือจะเรียกว่าเราจ้างงานผู้ดูแลโดยให้มีคนพิการเป็นผู้ช่วยเขาอีกทีก็ได้”

มอบบทบาทใหม่ จากผู้ทำลายสู่นักอนุรักษ์ป่า
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจ้างงาน โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้พิการทางจิตไปทำงานต่างถิ่นที่คุ้นเคย ผู้พิการทางจิต 2 รายในโครงการ ได้รับการจ้างงานจากบริษัทเอกชนอย่างบมจ. ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์) และบมจ. หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ โดยให้ทั้งคู่ทำงานกับอุทยานแห่งชาติในพื้นที่บ้านเกิด

“เขาควรได้อยู่ในที่ที่เขาคุ้นเคย” ดร.เจนให้เหตุผล “เขามีความชำนาญในการเดินป่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เราให้เขาไปเป็นนักอนุรักษ์ป่า ทำหน้าที่ปลูกต้นกล้า ดูแลป่า ทำฝายชะลอน้ำ ลาดตระเวนโดยไม่มีอาวุธร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยาน

“จริงๆ แล้วการดูแลป่าไม่ได้ต้องการอะไรมาก โชคดีที่ป่ายังพอจะซ่อมตัวเองได้ สิ่งที่พระมหาบพิตรฯ รัชกาลที่ 9 ทรงสอนพวกเราไว้ก็คือ อย่าตอแยรังแกป่า ในพื้นที่ที่ไฟป่าซ้ำซากหมายถึงการหยุดเผา และกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาเผา ไฟป่าในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นไฟที่สูงแค่เข่าหรือเอว สิ่งที่ถูกเผาไปคือต้นกล้าที่แม่มันปลูกไว้ ถ้าเราทำลายแบบนี้ทุกปี แม่ไม้ก็ไม่มีผู้สืบทอด การลดความถี่ของไฟลง ปล่อยให้กล้าได้โตขึ้นมา เมื่ออายุ 3-5 ปี จะสูงพ้นเปลวไฟ ถ้าสูงใหญ่พอหากมีไฟป่ามาก็จะรอด ดังนั้นการลดไฟป่าคือใหโอกาสลูกไม้รอดชีวิต มันคือการปลูกป่าโดยแม่ไม้ตามธรรมชาติ” ดร.เจนเสริมมุมมองในการฟื้นฟูและดูแลป่า

การนำร่องโครงการ ‘ชายชุดดำจิตเวช’ กำหนดระยะเวลาการจ้างงานเป็นเวลา 1 ปี ในขั้นต้น และจะมีการติดตามผลว่าผู้เข้าโครงการจะยังมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หากพฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปเชิงบวกไปจะมีขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ และหาแนวร่วมจากบริษัทเอกชนเข้ามาสนับสนุนต่อไป

“ถ้าเราเข้าใจเขา เปลี่ยนเขาจากผู้ทำลายมาเป็นผู้ดูแล ก็จะช่วยแก้ปัญหาไฟป่าได้เยอะมาก และยังช่วยแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้กับเขาได้ด้วย ทั้งความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ตลอดจนแก้ปัญหาสังคมในที่สุด” ดร.เจนกล่าวทิ้งท้าย

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

Related Topics
  • CoCreatingCleanAirForAll
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
  • สสส.
You May Also Like
View Post

คุยกับ ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5

View Post

พลาย ภิรมย์: “Zero Burning Initiative คือการเลิกเผาด้วยรายได้”

View Post

ดร.ฉัตรตรี ภูรัต: ‘ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ’ เครื่องมือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้เป็นทางออกของฝุ่น

View Post

ดร.นุวงศ์ ชลคุป: AI คัดกรองควันดำ เทคโนโลยี ‘Watchdog’ สู้ฝุ่นในเขตมลพิษต่ำของกรุงเทพฯ

View Post

พันโท ทันตแพทย์ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ: ฝุ่น PM2.5 สุขภาพ สิทธิ และความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ในลมหายใจของคนไทย

View Post

ดร. วิลาสินี กิ่งก้ำ: อุปกรณ์ดักจับฝุ่นด้วยระบบไฟฟ้าสถิตและพลาสมา นวัตกรรมจากนักวิจัยนิวเคลียร์ ที่ดักจับ บำบัดกลิ่น และฆ่าเชื้อโรคในคราวเดียว

View Post

รศ. ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร: ‘กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษ’ จากแนวคิด Nature-based Solution

View Post

คุยกับ รศ. ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ นักวิจัยผู้คิดค้น ‘สารป้องกันไฟ’ เพื่อป้องกันป่าไม่ให้จุดไฟติด

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.