
“ถ้าเทียบกับการดับไฟป่าแบบเดิมด้วยน้ำเปล่าที่เจ้าหน้าที่บรรจุใส่ถังฉีดแบบ 20 ลิตรเท่ากัน สารป้องกันไฟ 20 ลิตร จะมีประสิทธิภาพครอบคลุมพื้นที่ได้สูงสุดถึง 400 ตารางเมตร นั่นคือมากกว่ากันหลายเท่าตัว และจะยิ่งเห็นได้ชัดถ้าไฟมีความรุนแรงสูง น้ำ 20 ลิตร อาจระเหยไปก่อนที่จะถึงตัวเชื้อเพลิง ทำให้แทบไม่มีประสิทธิภาพในการดับไฟเลย
“ในขณะที่สารกันไฟมีประสิทธิภาพในการป้องกันไฟที่มีความรุนแรงได้ และสามารถออกฤทธิ์ได้นาน 4-6 เดือน หมายความว่าถ้าเราฉีดคุมไว้ก่อนเข้าฤดูไฟป่า จะช่วยป้องกันการเกิดไฟได้ตลอดฤดูแล้งที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า และช่วยเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ได้มาก”
รศ. ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทีมวิจัยผู้คิดค้น ‘สารป้องกันไฟ’ เพื่อใช้ป้องกันไฟป่า เทียบให้เราเห็นภาพของการดับไฟป่าในวิธีปัจจุบัน ที่เจ้าหน้าที่จะมีอุปกรณ์ดับไฟเพียงไม่กี่ชนิด เช่น เครื่องเป่าลม ไม้ตบไฟ คราดดับไฟ ถังฉีดน้ำ ซึ่งแม้จะใช้งานได้จริง แต่ศักยภาพในการดับและควบคุมไฟป่ายังทำได้น้อย และมีความเสี่ยงในภารกิจ
และด้วยกำลังคนที่ต้องต่อสู้กับความร้อนของไฟ อากาศ และสภาพพื้นที่หน้างาน เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมไฟได้ทันการลุกลาม และบ่อยครั้งต้องรอการมาของฝน ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้น ความสูญเสียมากมายมหาศาลเกิดขึ้นแล้วกับป่าไม้และสัตว์ป่า พื้นที่เกษตร ชุมชนใกล้เคียง
รวมถึงปัญหาฝุ่นควันที่ส่งผลกระทบต่อคนในเมืองใหญ่ ไม่ว่าเชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ ที่ไม่เพียงแต่กระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต เพราะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
จุดไฟไม่ติด ก็ไม่เกิดไฟป่า
“ถ้าเราต้องการอากาศบริสุทธิ์ในเมืองใหญ่ เราต้องดูแลป่าด้วย” ดร.ณัฐพลให้ความเห็นว่า แทนที่จะแก้ปัญหาไฟป่าที่ปลายทาง ไม่ว่าจะด้วยการระดมสรรพกำลังในการดับไฟ หรือมีแนวคิดในการสร้างเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่ในเมืองซึ่งใช้งบประมาณสูงและเกิดขึ้นได้ยาก เขาชวนเรามองภาพที่แสนง่ายแต่เป็นจริงว่า
“ถ้าจุดไฟไม่ติด ก็ไม่เกิดไฟป่า ความเสียหายจากไฟเป็น exponential ถ้าเราหยุดได้ตั้งแต่เริ่มต้น แม้ค่าใช้จ่ายในการป้องกันจะดูเหมือนสูง แต่มันถูกมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่ตามมาเมื่อไม่สามารถหยุดยั้งไฟได้”
จากไอเดียตั้งต้นที่ว่า ทำอย่างไรให้ไฟไม่ไหม้ นำมาสู่นวัตกรรมสารป้องกันไฟ ที่เขาใช้เวลาสามปีในการพัฒนา การผลิต และการทดสอบ จนได้ผลลัพธ์ที่ประจักษ์จากการนำไปทดลองใช้ในหลายพื้นที่ อาทิ หนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ช่องสาริกา จังหวัดลพบุรี

“อย่างพื้นที่หนองวัวซอ มีไฟไหม้ทุกปี บริเวณนั้นมีแนวกันไฟอยู่แล้ว ปัญหาที่เราพบคือ ไฟป่าบ้านเรากว่า 90 เปอร์เซ็นต์เกิดจากมีคนเข้าไปจุด การทำแนวกันไฟกลายเป็นเหมือนเปิดพื้นที่โล่งให้เขาสามารถเดินเข้าไปจุดไฟได้ง่าย เราเข้าไปทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้โดยนำสารนี้ไปใช้ พอจุดไม่ติดก็ไม่มีไฟไหม้ หน้าไฟที่ผ่านมานี้ก็ไม่มีไฟไหม้ แล้วมันทำให้หลายพื้นที่ถูกคุ้มครองไปโดยปริยาย”
ดร.ณัฐพล ยังชี้ให้เห็นถึงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ว่า หากพื้นที่ที่เคยมีไฟป่าไม่เกิดไฟป่าในระยะ 4-6 ปีขึ้นไปติดต่อกัน ป่าจะฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ เมื่อเรือนยอดมีความสมบูรณ์และความชื้นมากพอ โอกาสเกิดไฟป่ารุนแรงจะน้อยลง แต่ป่าบ้านเราไม่เคยทำแบบนั้นได้เลย เพราะไฟป่ามาทุกปีหรือปีเว้นปี อย่างมากไม่เกิน 3 ปีก็เกิดไฟแล้ว
“หลายคนอาจคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า ‘ป่าไม้ถูกไฟไหม้แล้วก็ฟื้นฟูตัวเองได้’ แต่เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่เดิมทุกปี วงจรการฟื้นตัวของธรรมชาติอาจไม่สามารถทำงานได้ทัน ยิ่งไปกว่านั้น ภาพความสูญเสียที่เรามักพูดถึงในแง่ของพื้นที่ป่า อาจกำลังบดบังอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่เงียบงัน นั่นคือการสูญเสียชีวิตของสรรพสัตว์ที่อยู่ในนั้น ซึ่งนับเป็นความท้าทายโดยตรงต่อความพยายามในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ”
จากเศษวัสดุทางการเกษตร สู่สารกันไฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อฉายภาพการทำงานของสารป้องกันไฟ ดร.ณัฐพลอธิบายด้วยหลักการของการเกิดไฟว่า ไฟจะเกิดได้ด้วย 3 ปัจจัย คือ มีเชื้อเพลิง มีความร้อนที่เหมาะสม และมีออกซิเจน สิ่งที่เราแก้ไม่ได้คือเชื้อเพลิงเพราะมีอยู่ในป่าอยู่แล้ว ดังนั้นเราต้องตัดความร้อนและออกซิเจนออกจากสมการนี้ และในการทดลองเบื้องต้นที่ใช้สารนี้กับวัสดุติดไฟง่ายอย่างกระดาษชำระหรือฟางแห้ง ผลปรากฏว่าตัวสารสามารถป้องกันการติดไฟได้ดี

“ถ้าเชื้อเพลิงจะติดไฟ ออกซิเจนจะต้องมากพอ เวลาเราฉีดพ่นสารกันไฟซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวลงบนพื้นที่ที่มีวัสดุเชื้อเพลิง จะเกิดชั้นเคลือบบนพื้นผิววัสดุ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องให้สารเคลือบวัสดุทั้งหมด แค่พ่นในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ เมื่อเกิดไฟขึ้น สารจะดึงความร้อนจากเปลวไฟ และระเหยก๊าซที่มีส่วนผสมของไนโตรเจนออกมาครอบคลุมบริเวณนั้น ทำให้ออกซิเจนเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก สารจึงทำหน้าที่บล็อกออกซิเจนและลดความร้อนไปในตัว ไฟก็ไม่ติด”
นอกจากประสิทธิภาพในการป้องกันไฟ สารดังกล่าวยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสกัดจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เถ้าแกลบ มาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับปุ๋ยอินทรีย์ “หลายคนอาจกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราได้ส่งสารตัวนี้ไปทดสอบในห้องปฏิบัติการมาตรฐานเดียวกันกับปุ๋ยอินทรีย์ ก็ไม่ได้มีสารอันตรายหรือโลหะหนักใด ๆ และมีค่า pH ที่เป็นกลางคือ pH7 ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง แม้แต่เราฉีดพ่นลงบนพื้นดิน ปลวกยังเดินกันตามปกติ ไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศเลย”
ด้วยความปลอดภัยที่พิสูจน์แล้ว จึงเป็นการง่ายหากหน่วยงานรัฐหรือแม้แต่คนทั่วไปจะนำไปใช้งาน “จุดเด่นสำคัญอย่างหนึ่งของนวัตกรรมนี้คือความง่ายในการใช้งาน เนื่องจากไฟป่าในไทยส่วนใหญ่เป็นไฟผิวดิน เราจึงออกแบบให้สามารถฉีดพ่นได้ทันทีเหมือนการฉีดพ่นปุ๋ยหรือฉีดพ่นน้ำทั่วไป หรือประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโดรนเพื่อครอบคลุมพื้นที่วงกว้าง
“แต่คำถามสำคัญคือ มันจะทนทานต่อสภาวะสุดขั้วได้จริงหรือ? เราจึงนำไปทดสอบกับแรงลมที่แรงระดับ 11-14 เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นความรุนแรงที่ไม่พบในบ้านเรา แต่เป็นระดับรุนแรงที่อาจพบในไฟป่าต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ผลปรากฏว่ามันสามารถป้องกันไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทพิสูจน์นี้จึงทำให้ข้อกังวลเรื่องประสิทธิภาพในการใช้งานจริงกับไฟป่าในบ้านเราหมดไป และตอกย้ำว่านี่คือเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งาน”

นวัตกรรมที่ต่างชาติสนใจ แต่ในไทยยังต้องรอความหวัง
แม้สารป้องกันไฟจะเป็นนวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้ผลจริง และสามารถช่วยแก้ปัญหาที่ต้นตอซึ่งเรื้อรังมานานได้ แต่ความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน คือการผลักดันสู่การใช้งานในวงกว้างระดับนโยบายของประเทศ ซึ่งนอกจากในประเทศแล้วสารกันไฟดังกล่าว ก็ได้รับความสนใจจากนานาชาติที่เล็งเห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะในประเทศที่ประสบปัญหาไฟป่ารุนแรงและกำลังมองหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ
“จุดประสงค์จริง ๆ ของเราไม่ได้มองแค่อยากจะใช้ในประเทศไทยอย่างเดียว เราอยากให้มีการนำไปใช้ในต่างประเทศด้วย ซึ่งมีหลายประเทศให้ความสนใจ อย่างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เนปาล ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อศึกษาและหารือถึงความเป็นไปได้ในการนำไปใช้
“การที่นานาชาติให้ความสนใจ สะท้อนถึงศักยภาพของนวัตกรรมไทย และเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะนำมาต่อยอดแก้ปัญหาในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เราเชื่อมั่นว่าหากนวัตกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ปัญหาไฟป่า จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จนี้ต้องอาศัยการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งนโยบาย งบประมาณ และการสร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่”
ไม่เพียงแต่ ดร.ณัฐพลเท่านั้นที่คาดหวังจะเห็นการนำสารป้องกันไฟไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมอย่างเต็มศักยภาพ เพราะนวัตกรรมที่เขาคิดค้นคือความหวังของทุกภาคส่วน ที่ปรารถนาจะเห็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการไล่ดับไฟที่ปลายเหตุ มาสู่การป้องกันอย่างมีแบบแผน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติไฟป่าและฝุ่นควันได้อย่างยั่งยืนขึ้น