• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • Social Lab ครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนเคาท์ดาวน์ PM2.5
  • ลดโลกเดือด เริ่มได้ที่เรา หลากวิธีปรับไลฟ์สไตล์สู่วิถีใหม่ที่ใส่ใจโลก
  • ‘EV Go Green’ เทรนด์แก้ฝุ่น จากเวิร์กช็อป 1BlueSky
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Interview

พลาย ภิรมย์: “Zero Burning Initiative คือการเลิกเผาด้วยรายได้”

  • March 4, 2026
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
Total
0
Shares
0
0
0

ทุกหน้าแล้ง คนไทยจำนวนมากคุ้นชินกับวงจรเดิม จุดความร้อนเพิ่มขึ้น ฝุ่น PM2.5 ข้ามจังหวัด สุขภาพของผู้คนถูกกระทบ ขณะที่คนต้นทางจำนวนไม่น้อยยังติดอยู่กับ “ทางเลือกที่จำเป็น” ในระบบการผลิตที่ทำให้การเผาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนและวิถีชีวิต แต่ถ้าเรายังมองการเผาเป็น “พฤติกรรมที่ต้องห้าม” เพียงอย่างเดียว ปัญหาก็จะวนกลับมาใหม่ทุกปี

พลาย ภิรมย์ ผู้ดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานในเครือข่ายงานเพื่อสังคมของกลุ่มเซ็นทรัล เผยมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า “การแก้ฝุ่นควันต้องเปลี่ยนแรงจูงใจทั้งระบบ และทำให้การไม่เผามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับคนต้นทาง ผ่านโมเดลธุรกิจ เทคโนโลยี ตลาด และความร่วมมือที่จับต้องได้”

จาก NGO สู่ภาคธุรกิจ: เมื่อ “ผู้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน” ต้องมีทั้งเงินและโซลูชัน
พลายเริ่มต้นเส้นทางด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคประชาสังคม (NGO) ก่อนขยับสู่ภาคธุรกิจ ด้วยเหตุผลตรงไปตรงมาว่า “ในโลกจริง การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นได้ มักต้องมีสองอย่างพร้อมกัน คือกำลังลงทุน และโซลูชันที่ใช้งานได้จริง (Practical Solutions) ในช่วงที่ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวเรื่องฝุ่นควันและปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เราเริ่มเห็นการเติบโตของแนวคิดอย่าง วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) และสตาร์ทอัพ (Startup) ที่มอง “Pain Point” เป็นโจทย์ แล้วออกแบบวิธีแก้ในเชิงธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่แค่การรณรงค์ แต่เป็นการทำให้ระบบใหม่อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง”

พลายเล่าว่า Central Tham (เซ็นทรัลทำ) คือโครงการภายใต้แนวคิด การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ของ Central Group (กลุ่มเซ็นทรัล) ซึ่งต่างจากการทำเพื่อสังคมแบบ “ให้/บริจาค” เพียงอย่างเดียว เพราะ CSV เน้นการ “สร้างความสามารถ” และ “สร้างระบบ” ให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเติบโตไปด้วยกัน

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มธุรกิจจำนวนมากมักขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านกรอบ ESG (Environmental, Social, Governance) ซึ่งมุ่งจัดการผลกระทบของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม “ภายในองค์กรและห่วงโซ่คุณค่า” ขณะที่ CSV เน้น “การร่วมแก้ปัญหาภายนอก” ผ่านความร่วมมือและการลงมือทำกับพื้นที่จริง

วิสัยทัศน์ “ป่าต้นน้ำสู่ท้องทะเล”: แก้ PM2.5 ต้องคิดแบบเชื่อมระบบ
หัวใจของงานด้านสิ่งแวดล้อมของ Central Tham ในช่วงปี 2569–2573 ถูกวางอยู่บนภาพใหญ่แบบ Mountain-to-Ocean (ป่าต้นน้ำสู่ท้องทะเล) ที่มองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญของไทยเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่

  • พื้นที่ต้นน้ำ/ที่สูง: การเผาชีวมวลและเกษตรเชิงเดี่ยว เกิดจุดความร้อนและ PM2.5
  • เมือง: ระบบขยะและการบริโภค ก่อมลพิษและภาระปลายทาง
  • ชายฝั่ง–ทะเล: ระบบนิเวศเสื่อมโทรม มีความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ

“กรอบนี้ทำให้ฝุ่นควัน ไม่ถูกแยกเป็นปัญหาเดี่ยว แต่ถูกจัดวางเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตร่วม (multiple crises) ทั้งสภาพภูมิอากาศ (Climate), ธรรมชาติ/ความหลากหลายชีวภาพ (Nature), และมลพิษ/ขยะ (Pollution)” เขาชี้ให้เห็นภาพ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า “จากกรอบคิดดังกล่าว ทำให้ Central Tham เน้นสองแกนยุทธศาสตร์ที่เดินคู่กัน คือ “การฟื้นฟูสีเขียวและลดการเผา (Green Restoration & Zero Burning)” และ “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” ภายใต้แนวทาง Love the Earth ที่ผลักดันสู่ Zero Waste to Landfill (มุ่งลดขยะสู่หลุมฝังกลบ)”

“Zero Burning Initiative” ไม่ใช่โครงการห้ามเผา แต่คือโมเดลธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
Zero Burning Initiative (โครงการลดการเผาเป็นศูนย์) คือหนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งพลายย้ำว่า “Zero Burning Initiative ไม่ใช่แค่การประกาศห้ามเผา ไม่ใช่แค่การจัดโซนนิ่ง หรือการรณรงค์เชิงศีลธรรม แต่คือการ “ออกแบบแพ็กเกจเปลี่ยนผ่าน” ให้คนต้นทางมีทางเลือกที่ดีกว่าเดิม”

แนวคิดหลักของ Zero Burning Initiative คือ Market-led Transition หรือการใช้ตลาดนำการเปลี่ยนผ่าน เพราะหากตลาดยังให้รางวัลกับระบบเดิม คนต้นทางก็ยากจะเปลี่ยน แต่ถ้าตลาด “ซื้อของที่ไม่เผา” และโมเดลใหม่ “ทำแล้วคุ้ม” วงจรเดิมจะเริ่มคลายตัว

เพื่อให้เห็นภาพของโครงการชัดขึ้น พลายยกตัวอย่างจากพื้นที่นำร่องที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกออกแบบเป็น Sandbox Pilot เพื่อทดสอบ “ชุดทางเลือก” ของการเลิกเผาแบบลงลึกกับครัวเรือนต้นทาง ด้วยแพ็กเกจเปลี่ยนผ่านที่ “ลดข้าวโพดบางส่วน เพิ่มมูลค่าต่อพื้นที่ และมีตลาดรองรับ”

ในเชิงปฏิบัติ Zero Burning ที่แม่แจ่มถูกวางเป็น “แพ็กเกจ” ที่รวมองค์ประกอบสำคัญไว้ครบ ได้แก่

  • เทคโนโลยีและความรู้ (Technical Know-how) เพื่อให้ทำได้จริง
  • เงินลงทุนตั้งต้น (Transition Capex) เพื่อลดภาระช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • ตลาด/การรับซื้อ (Market Access / Offtake) เพื่อให้ขายได้จริง
  • พาร์ตเนอร์พื้นที่ (Local Partners) เพื่อให้ระบบเดินต่อได้หลังจบโครงการ

“ตัวอย่างที่จับต้องได้ คือการสนับสนุนโรงเรือน (Greenhouse) เป็นทุนตั้งต้นให้ครัวเรือนนำร่อง เพื่อยกระดับการผลิตพืชมูลค่าสูง และเชื่อมกับรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่ทำให้เกษตรกรเห็นรายได้ชัดเจน ไม่ต้องเสี่ยงกับการ “ปลูกแล้วไม่รู้ขายใคร”

“ในด้านองค์ความรู้ด้านอาหารและเกษตรคุณภาพสูง มีการดึงพันธมิตรด้านนวัตกรรมอาหาร/เกษตร เช่น Chitose กลุ่มบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตร การผลิตอาหาร และการจัดการทรัพยากร เข้ามาช่วยถ่ายทอดแนวคิด “ผลิตน้อยแต่คุณภาพสูง” และ “เพิ่มมูลค่าต่อพื้นที่” เพื่อลดแรงกดดันในการขยายพื้นที่เพาะปลูกและลดการพึ่งพาวงจรการเผา”

“ของอร่อย–คุณภาพสูง” คือหลักคิดของผลผลิตจากโครงการ Zero Burning Initiative ซึ่งพลายมองว่า การเปลี่ยนผ่านจะยั่งยืนได้ ต้องทำให้ผู้บริโภคเต็มใจสนับสนุน ผ่านการซื้อสินค้าที่ดีจริง ไม่ใช่แค่ซื้อเพราะสงสารหรือเพราะแคมเปญ ดังนั้น “คุณภาพสินค้า” และ “มูลค่าตลาด” จึงเป็นแกนเดียวกับ “การลดเผา” เพราะมันทำให้รายได้เกิดจริง และทำให้การไม่เผาเป็น “การตัดสินใจทางเศรษฐกิจ” ไม่ใช่ “การขอความร่วมมือ” อย่างเดียว

โครงสร้างขยายผล: ทำให้พื้นที่เดินต่อได้ด้วยมาตรฐาน + เครื่องมือถ่ายทอด
เพื่อไม่ให้จบที่โครงการนำร่อง พลายเล่าว่า Central Tham ได้วาง “สถาปัตยกรรมการขยายผล” (scaling architecture) ไว้ชัดในกรอบงาน 2569–2573 ได้แก่

  1. ศูนย์ต้นแบบ/ศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence: CoE) เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานจริงในพื้นที่ เช่น มาตรฐานการทำ Zero Burning / Zero Waste / Landscape Restoration
  2. ชุดเครื่องมือการขยายผล (Replication Toolkit) เป็นแนวทางแบบ “Copy–Paste” สำหรับหน่วยงาน/จังหวัด/พาร์ตเนอร์ที่ต้องการนำไปใช้ โดยมีคู่มือ ขั้นตอน มาตรฐาน และบทเรียน
  3. ท่อส่งโซลูชัน (Business Solutions & Innovation Pipeline) เพื่อคัดเลือกและทดสอบโซลูชันที่เหมาะกับพื้นที่ (เช่น เทคโนโลยีจัดการชีวมวล ปุ๋ย/วัสดุปรับปรุงดิน ฯลฯ) และทำให้เกิดโมเดลธุรกิจที่อยู่รอดได้
  4. ความร่วมมือข้ามภาคส่วน (Cross-sector Coalition) เพราะโจทย์ PM2.5 เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องการทั้งรัฐ เอกชน วิชาการ และชุมชนทำงานร่วมกัน

ขณะเดียวกัน ยังได้จัดตั้งกองทุน Zero Burning เพื่อปิดช่องว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน “หนึ่งในความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ช่วงเปลี่ยนผ่านมักมีต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งเงินลงทุนตั้งต้น ความเสี่ยงด้านตลาด หนี้เดิม และระยะเวลาที่รายได้ใหม่ยังไม่เสถียร” พลายเผยที่มาของแนวคิดกองทุน Zero Burning ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อปิดช่องว่างนี้ ผ่านการระดมทุนจากภาคธุรกิจและผู้สนับสนุน แล้วนำไปสนับสนุนแพ็กเกจที่ทำให้การเลิกเผาเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่แคมเปญ

“และที่สำคัญ กองทุนหรือแพลตฟอร์มกลางควรถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายที่ชวนคนได้กว้าง และคงความเป็นกลางได้ เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันได้ง่าย” เขาให้เหตุผลถึงการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมพลังและเร่งการขยายผลได้ และทำให้โครงการสามารถเดินต่อได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง

พลายยังย้ำทิ้งท้ายอีกว่า อากาศสะอาดต้องเริ่มจากการทำให้คนต้นทาง “มีทางเลือก” การแก้ PM2.5 แบบยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนกลัวการเผา แต่อยู่ที่การทำให้คนไม่จำเป็นต้องเผา เพราะมีทางเลือกที่คุ้มกว่า ทั้งรายได้ ความเสี่ยง และคุณภาพชีวิต ซึ่งโมเดล Zero Burning Initiative แม่แจ่ม Sandbox ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราปิดช่องว่างสำคัญให้ครบ 4 เรื่อง คือทำได้ (เทคโนโลยี/ความรู้) เริ่มได้ (ทุนตั้งต้น) ขายได้ (ตลาด) และเดินต่อได้ (พาร์ตเนอร์และธรรมาภิบาลพื้นที่) การเลิกเผาจะไม่ใช่คำขอร้องเชิงศีลธรรมอีกต่อไป

“แต่จะกลายเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลของคนต้นทางเอง และเมื่อคนต้นทางมีทางเลือก อากาศสะอาดก็ไม่ใช่ความหวังของเมืองฝ่ายเดียว แต่เป็นอนาคตร่วมที่ทั้งประเทศสร้างได้ไปด้วยกัน”

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ

Related Topics
  • CoCreatingCleanAirForAll
  • สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
  • สสส.
You May Also Like
View Post

คุยกับ ดร.ชลัมภ์ อุ่นอารีย์ เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5

View Post

ดร.ฉัตรตรี ภูรัต: ‘ฉลากผลิตภัณฑ์ชุมชนฯ’ เครื่องมือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้เป็นทางออกของฝุ่น

View Post

ดร.นุวงศ์ ชลคุป: AI คัดกรองควันดำ เทคโนโลยี ‘Watchdog’ สู้ฝุ่นในเขตมลพิษต่ำของกรุงเทพฯ

View Post

พันโท ทันตแพทย์ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ: ฝุ่น PM2.5 สุขภาพ สิทธิ และความไม่เป็นธรรมที่ซ่อนอยู่ในลมหายใจของคนไทย

View Post

ดร. วิลาสินี กิ่งก้ำ: อุปกรณ์ดักจับฝุ่นด้วยระบบไฟฟ้าสถิตและพลาสมา นวัตกรรมจากนักวิจัยนิวเคลียร์ ที่ดักจับ บำบัดกลิ่น และฆ่าเชื้อโรคในคราวเดียว

View Post

ดร.เจน ชาญณรงค์: ‘ชายชุดดำจิตเวช’ โมเดลที่เปลี่ยนคนเผาป่ามาเป็นผู้ดูแลป่า

View Post

รศ. ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร: ‘กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษ’ จากแนวคิด Nature-based Solution

View Post

คุยกับ รศ. ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ นักวิจัยผู้คิดค้น ‘สารป้องกันไฟ’ เพื่อป้องกันป่าไม่ให้จุดไฟติด

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.