ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝุ่น PM2.5 ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองใหญ่ การเช็กค่าฝุ่นในตอนเช้ากลายเป็นกิจวัตรเริ่มต้น หน้ากากอนามัยกลายเป็นของจำเป็น และคำเตือนเรื่องคุณภาพอากาศถูกพูดซ้ำจนหลายคนเริ่มเคยชิน ราวกับว่านี่คือสภาพปกติที่สังคมไทยต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงจากฝุ่นไม่เคยกระจายอย่างเท่าเทียม และไม่ใช่ทุกคนที่มีโอกาสปกป้องตัวเองได้ในระดับเดียวกัน
สำหรับ พันโท ทันตแพทย์ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ปัญหาฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมตามฤดูกาล หากคือภาพสะท้อนของความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพที่ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเป็นคำถามสำคัญว่าประเทศไทยจะคุ้มครอง ‘สิทธิในการหายใจ’ ของประชาชนได้จริงเพียงใด

จากบุคลากรสาธารณสุข สู่คำถามเรื่องสิทธิ
ในบทบาทปัจจุบันของ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 13 กรุงเทพมหานคร หมอธนศักดิ์ทำงานอยู่ในจุดตัดสำคัญระหว่างระบบบริการสุขภาพ นโยบายสาธารณะ และชีวิตจริงของผู้คนในเมือง แต่หากมองย้อนกลับไป เส้นทางการทำงานของเขาผูกพันกับประเด็นสิทธิด้านสุขภาพและงานเคลื่อนไหวทางสังคมมาก่อน
ในสถานะของสมาชิกสมาคมนักเรียนทุน Chevening ทำให้เขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและอากาศสะอาด และเคยได้เข้าร่วมอบรมเรื่อง Citizen Science เกี่ยวกับการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ซึ่งจัดโดย OpenAQ องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำงานด้านข้อมูลเปิด (Open Data) ด้านคุณภาพอากาศของสหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์ดังกล่าวผนวกกับการทำงานในระบบสุขภาพ ทำให้เขาได้เห็นภาพของผู้ป่วยจำนวนมากที่เข้ามารับการรักษา จากสาเหตุของความเจ็บป่วยที่ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว หากเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมอย่างแยกไม่ขาด “เรามองว่าการดูแลคนไข้เป็นรายกรณีก็สำคัญ แต่การแก้ไขปัจจัยทางสังคมที่กำหนดสุขภาพหรือ Social Determinants of Health มีผลมหาศาลกว่ามาก ถ้าเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี ผู้คนก็ไม่ต้องป่วยตั้งแต่ต้น”
และโครงการติดตั้งเซนเซอร์ในศูนย์เด็กเล็ก เพื่อทดลองว่าห้องที่ควบคุมคุณภาพอากาศจะช่วยลดผลกระทบจากฝุ่นต่อเด็กได้มากแค่ไหน ที่หมอธนศักดิ์ทำขึ้น ก็ชี้ให้เห็นอีกหลายปัญหาที่พัวพัน “เราติดตั้งเซนเซอร์ที่เชื่อมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตในศูนย์เด็กเล็ก 10 แห่ง และทำป้าย QR Code แจกในชุมชน ให้พ่อแม่ดูได้ว่าอากาศที่ลูกเขากำลังหายใจอยู่เป็นอย่างไร ถ้าค่าฝุ่นสูงก็จะมีคำแนะนำการปฏิบัติตัว”
มากกว่าชุมชนได้รู้ถึงพิษสงของฝุ่นและข้อแนะนำ การทำงานในพื้นที่จริงยังทำให้เห็นถึงภาพสะท้อนในหลายมิติ ทั้งฐานรายได้ สิทธิ และสิ่งแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่คนจนเมืองต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางมลพิษที่ถูกปล่อยออกมาทุกวัน จนกลายเป็นคำถามสำคัญว่า สุขภาพควรเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครองอย่างจริงจัง

ฝุ่น PM2.5 กับภาระสุขภาพที่สะสมเงียบ ๆ
ในมุมทางการแพทย์ ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทำให้คนล้มป่วยทันที แต่ค่อย ๆ สร้างการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สมอง รวมถึงพัฒนาการของเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีอาการกำเริบได้ง่าย ขณะที่ผู้ที่ดูเหมือนแข็งแรงก็อาจได้รับผลกระทบสะสมโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลด้านสาธารณสุขระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับฝุ่นละอองขนาดเล็กมากกว่า 26,000 คนในปี 2562 และมากกว่า 10 ล้านคนได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศในปี 2566 ขณะเดียวกัน อายุขัยเฉลี่ยถูกลดทอนลงราว 1.8 ปี จากคุณภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัย สำหรับหมอธนศักดิ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติ หากคือเวลาชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ค่อย ๆ หายไปโดยไม่มีใครรับรู้ “ฝุ่นไม่ได้ฆ่าคนในทันที แต่มันทำให้คนจำนวนมากใช้ชีวิตได้ไม่เต็มที่ไปอีกหลายสิบปี”
ในเชิงเศรษฐศาสตร์สุขภาพ งานศึกษาหลายชิ้นประเมินว่า หากประเทศไทยยังไม่สามารถลดปัญหามลพิษทางอากาศได้ ต้นทุนด้านสุขภาพจากฝุ่นอาจสูงถึงราว 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือคิดเป็นเกือบ 2% ของ GDP ของประเทศ ขณะที่งบประมาณด้านสุขภาพทั้งระบบอยู่ที่เพียง 4–5% ของ GDP เท่านั้น
“นั่นหมายความว่า เรากำลังใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการรักษาผลกระทบ แทนที่จะได้ลงทุนเพื่อไม่ให้คนป่วยตั้งแต่แรก” เขาชี้ให้เห็นปัญหาที่กำลังเผชิญ และจะยังคงเรื้อรังหากระบบสุขภาพจะทำหน้าที่อยู่เพียงปลายน้ำเช่นตอนนี้

เมื่อข้อมูลมีมาก แต่ยังขาดการเชื่อมโยงเข้าหากัน
หมอธนศักดิ์อธิบายว่า ภาคสาธารณสุขเป็นหน่วยงานที่เห็นผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ได้ค่อนข้างชัด เพราะมีผู้ป่วยจำนวนมากเข้ามารับการรักษาในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นรุนแรง แต่เมื่อจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย กลับพบว่ายังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย “ในทางปฏิบัติ หน้าที่หลักของระบบสาธารณสุขยังคงอยู่ที่การดูแลรักษาผู้ป่วย ส่วนการขยับไปทำงานเชิงนโยบายหรือเชิงป้องกัน เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน”
“ในระบบสุขภาพมีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งข้อมูลผู้ป่วย ข้อมูลการเข้ารับบริการ และข้อมูลโรค ขณะที่ข้อมูลคุณภาพอากาศและข้อมูลเชิงพื้นที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังไม่ได้เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างเป็นระบบ ทำให้การนำข้อมูลไปใช้อธิบายปัญหาในเชิงนโยบายทำได้ค่อนข้างจำกัด ยกตัวอย่างว่า เรารู้ว่าคนป่วย แต่เราตอบได้ยากว่าเขาป่วยจากอะไรในเชิงพื้นที่และช่วงเวลา เพราะข้อมูลแต่ละก้อนไม่ได้ถูกนำมาคุยกันตั้งแต่ต้น”
อีกทั้งข้อมูลจำนวนไม่น้อย ถูกใช้ไปเพื่อการรายงานและการตอบตัวชี้วัด มากกว่าการนำมาใช้ตั้งคำถามเชิงนโยบาย หรือเปิดให้กับประชาชนให้สามารถลงมือแก้ไขปัญหาเชิงระบบได้มากกว่าเฉพาะการปรับตัวเอง และหากมองการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติ หมอธนศักดิ์ชี้ว่า ภาคสาธารณสุขไม่มีอำนาจโดยตรงในการกำหนดนโยบายต้นทาง
“เราถูกฝึกมาให้รักษาคนไข้ ไม่ได้ถูกฝึกมาให้จัดการที่ต้นเหตุที่ผลักคนไข้เข้ามาสู่ระบบบริการ ในต่างประเทศ เช่น อเมริกาหรืออังกฤษ เขามีระบบแจ้งเตือนฝุ่นที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลทันที หากฝุ่นสูงระบบจะ Alert ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงให้เตรียมยาพ่น และโรงพยาบาลจะเตรียมรับเคสฉุกเฉิน หมอในประเทศเหล่านั้นจึงตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการรักษา”
ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว หมอธนศักดิ์มองว่า ภาคสาธารณสุขยังมีพื้นที่การทำงานบางส่วนที่สามารถขยับได้ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่เขาเลือกลงมือทำ

การขยับตัวและขยายพื้นที่ของระบบสุขภาพ
ที่ผ่านมาระบบสุขภาพของประเทศไทยได้ปรับตัวเพื่อรับมือกับปัญหาสุขภาพจากผลกระทบมลพิษทางอากาศของคนไทย อาทิ การจัดตั้งคลินิกมลพิษ การจัดทำและรับรองห้องปลอดฝุ่น ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาทั้งสิทธิราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง ในโรคที่เกี่ยวเนื่องกับมลภาวะทางอากาศ และงานสร้างเสริมสุขภาพในการสนับสนุนภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่น โดย สสส.
หมอธนศักดิ์ย้ำให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพให้กับกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มากกว่าคนทั่วไปด้วยภูมิคุ้มกันยังน้อย เป็นเรื่องที่ไม่ควรรั้งรอ “เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่หลีกเลี่ยงฝุ่นได้ยาก เขาเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ตรงไหน การมีพื้นที่ที่อากาศปลอดภัยอย่างน้อยในช่วงเวลาหนึ่งของวัน จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก”
จากการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หมอธนศักดิ์และทีมได้พัฒนา ‘ห้องปลอดฝุ่น’ ในศูนย์เด็กเล็ก โดยปรับรูปแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ทั้งโครงสร้างอาคาร งบประมาณ และความพร้อมของผู้ดูแลในพื้นที่ “เราทำห้องปลอดฝุ่นไปแล้วกว่า 100 ห้อง และในปี 2569 มีแผนจะขยายให้ได้ถึง 500 ห้องในศูนย์เด็กเล็กทั่วกรุงเทพฯ และขยายไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ทั่วประเทศ” นอกจากเงินนี้จะช่วยปกป้องเด็กๆ จากมลพิษทางอากาศ ยังช่วยเสริมพลังให้ชุมชนมีอำนาจจัดการกับปัจจัยที่ส่งผลกับสุขภาพของพวกเขาได้เอง
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “ห้องปลอดฝุ่นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหาฝุ่น มันคือการตั้งรับของปลายน้ำ เพื่อไม่ให้เด็กต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด อีกทั้งการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องปิดทำให้เราพบปัญหาใหม่คือค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในห้องสูงขึ้นตามมา และการจะป้องกันเด็กให้ปลอดภัยจากทุกปัจจัยต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ลำพังงบประมาณจากหน่วยงานอย่าง สสส. หรือ สปสช. แม้จะมีปีละหลายร้อยล้าน แต่จะเอามาแก้เรื่องฝุ่นอย่างเดียวก็ไม่ได้”
ห้องปลอดฝุ่นจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานเชิงป้องกันที่ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกในอนาคต อาทิ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข การศึกษาวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการลดฝุ่น PM2.5 และการปรับตัวให้อยู่กับผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อย่างปลอดภัย การสื่อสารความเสี่ยงและการรับมืออย่างเหมาะสม รวมไปถึงการขยายขอบเขตของแพทย์ให้เห็นความเกี่ยวโยงกับปัจจัยในสังคม

ถ้าสิ่งแวดล้อมดี สุขภาพทุกคนจะดีตาม
หมอธนศักดิ์มองว่า บทบาทของตนเองในวันนี้ คือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างระบบสุขภาพกับระบบนโยบาย จากประสบการณ์ทำงาน เขาพบว่าระบบบริการสาธารณสุขมีผลต่อสุขภาพของผู้คนเพียงราว ราว 10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมีผลมากกว่า
“งบประมาณด้านการจัดการฝุ่นผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นในช่วง 3 ปีก่อน 2567 ถูกใช้น้อยมากแค่ 7 ล้านบาท ทั้งที่ผลกระทบด้านสุขภาพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะหลัง สังคมเริ่มตื่นตัวมากขึ้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มขยับการทำงานอย่างจริงจังมากกว่าเดิม ปีหลังๆ จึงเพิ่มขึ้น เฉพาะใน กทม. ปี 2568 มีการจัดสรรไปราว 16 ล้านบาทเศษ สำหรับห้องปลอดฝุ่นกว่าร้อยแห่ง
“การเมืองเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการแก้ปัญหาฝุ่น และการเมืองเป็นเรื่องเดียวกับสุขภาพ เพราะมาตรการที่ได้ผลจริงเป็นเรื่องของหน้าที่รัฐ ซึ่งต้องอาศัยอำนาจทางนโยบาย ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายทางอย่างเดียว เช่น การทำโซนจำกัดมลพิษ การแก้ปัญหาฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้าน หากการเมืองดีจะมีการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการคลังเข้าไปจัดการ เหมือนที่สิงคโปร์ลงโทษบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่า นโยบายการนำเข้าข้าวโพดภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องอาศัยอำนาจรัฐในการแก้
“สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือการนำแนวคิด ‘สุขภาพในทุกนโยบาย’ หรือ Health in All Policies มาใช้จริง ให้ภาคเศรษฐกิจและสังคมตระหนักว่าทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระราชบัญญัติอากาศสะอาดต้องผ่านและถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อให้ทุกภาคส่วนต้องรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าสิ่งแวดล้อมดี สุขภาพคนก็จะดีตาม เราอาจไม่จำเป็นต้องมีคลินิกมลพิษเฉพาะทางด้วยซ้ำ หากสามารถจัดการปัญหาที่ต้นเหตุได้สำเร็จ”