• Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
Recommended
  • DPF อุปกรณ์ช่วยลดมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซล
  • 4 เรื่องหลักที่กทม. เร่งมือ เพื่อแก้อากาศในกรุงให้ดีขึ้น
  • พาไปรู้จักพื้นที่สาธารณะสีเขียวฉบับกระเป๋า ‘Sky Scape’ สวนลอยฟ้าใจกลางสยามสแควร์
Breathe Bangkok
Breathe Bangkok Breathe Bangkok
  • Interview

ต้น ปฐมพงษ์ ศิลปินที่ส่งเสียงให้เรื่องอากาศและสิ่งแวดล้อมดังขึ้นด้วยงานศิลปะ

  • June 2, 2022
  • ศิริวรรณ สิทธิกา
Total
0
Shares
0
0
0

“ตอนเด็กๆ เรายังฝันได้ กรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่สีเขียว ยังได้เล่นกับเพื่อน ได้ทำอะไรสนุกๆ มลภาวะต่างๆ ยังไม่มีปัญหา คนไม่ป่วยเยอะเหมือนตอนนี้ จนมาถึงวันนี้ กรุงเทพฯ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก”

ต้น-ปฐมพงษ์ ทองล้วน เล่าถึงชีวิตของเด็กกรุงเทพฯ เมืองที่เขาเติบโตเมื่อย้ายตามพ่อมาอยู่ตอนอายุได้ 2-3 ขวบ เขาย้อนความทรงจำที่เห็นการเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้น ทั้งรถราหนาแน่นกว่าเดิมมากบนท้องถนน ย่านธุรกิจและตึกสูงที่กระจายอยู่ทั่วเมือง พื้นที่สีเขียวลดลง ตึกสูงเกิดขึ้นแทนบ้านทรงเดิมๆ และอากาศที่ปะปนไปด้วยมลพิษ

‘ต้น’ ที่เรากำลังพูดถึง คือศิลปินเจ้าของผลงานจิตรกรรมชุด ‘ลมหายใจแห่งอนาคต’ เราสะดุดตากับชิ้นงานของเขาในงาน Mango Art Festival เมื่อเดือนก่อน ภาพวาดชุดนี้สร้างอิมแพคกับคนดูไม่น้อยด้วยภาพของมนุษย์กรุงเทพฯ ทั้งคนทั่วไปตลอดจนพระสงฆ์ ที่ใบหน้าสวมครอบไว้ด้วยหน้ากากป้องกันมลพิษเหมือนในหนังมหันตภัย

ไม่น่าเชื่อเลยว่าผลงานกว่าสิบชิ้นในชุดนี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551-2552 วันเวลาที่พวกเรายังไม่ตระหนักถึงปัญหาของมลภาวะทางอากาศ แต่ต้นเกิดภาพเหล่านี้ขึ้นในจินตนาการแล้ว และเขาเองก็ไม่ได้คาดเหมือนกันว่า สิ่งที่วาดลงบนผืนผ้าใบเมื่อสิบปีก่อน จะเป็นจริงหลังจากนั้นไม่นาน ใช่…มันเร็วกว่าที่คิด

“งานชุดนี้เป็นธีสิสที่ทำขึ้นสมัยเรียนจิตรกรรมปี 4 ที่สวนสุนันทา เรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในความสนใจของผมตั้งแต่ช่วงก่อนจบปี 3 ตอนนั้นเริ่มมีปัญหาฝุ่นในกรุงเทพฯ แล้ว และมันเข้ามากระทบความรู้สึกเราว่าต่อไปจะเป็นปัญหาหลักที่น่าจะส่งผลกระทบถึงกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน ทั้งคาร์บอนมอนนอกไซด์ ฝุ่นที่มาจากไซต์งานก่อสร้าง ซึ่งไม่ได้มีกฎหมายควบคุมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ”

ความสนใจในเรื่องฝุ่น นำไปสู่การค้นข้อมูล และกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานจิตรกรรม โดยมีสื่อในการแสดงออกคือหน้ากากกันแก๊สหรือหน้ากากมลพิษ มาสวมใส่บนใบหน้าบุคคลในชีวิตประจำวัน

“ผมวาดวิถีชีวิตคนไทยแบบปกติธรรมดา และนำหน้ากากมาใส่ภายใต้บรรยากาศที่ดูอึมครึม ดูแล้วไม่รู้สึกรื่นรมย์หรือมีความสุขสักเท่าไร เพื่ออย่างน้อยๆ เวลาที่ถ่ายทอดออกไปคนจะได้รู้สึกแปลกตา ฉุกคิดเบื้องต้นว่าอยู่ๆ คนที่มีวิถีชีวิตปกติจะมาใส่หน้ากากกันแก๊สเพื่ออะไร”

เรียกได้ว่าต้นมองอนาคตไปไกลกว่าที่คนทั่วไปจะนึกตั้งแต่ตอนนั้น เพราะคนทั้งกรุงเทพฯ เพิ่งมารู้สึกตัวเองว่าเจอผลกระทบจากฝุ่นกันจริงๆ ก็เมื่อราวปลายปี 2561 ต่อเนื่องไปปี 2562 ช่วงเวลาที่คำว่า PM2.5 กลายเป็นคำที่ทุกคนต่างพูดถึง เพราะพิษสงของฝุ่นที่มองไม่เห็นนั้นสะกิดให้เรารู้ว่ามีอยู่จริง และต่างก็ได้รับผลกระทบต่างกันไป

“เรามองจากประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศในตอนนั้น ความเจริญที่มากขึ้น เทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ในต่างประเทศบางประเทศที่เคยเป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือว่าเคยเป็นประเทศปกติธรรมดา พอมีระบบอุตสาหกรรมเข้าไป มีเรื่องความเจริญเข้าไป ประเทศเขาเปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในอีกด้านหนึ่งคือสิ่งแวดล้อมของเขากลับแย่ลง เรื่องมลภาวะ สุขภาพของคนก็เสื่อมโทรมลง ผู้คนเจ็บไข้ได้ป่วยมากขึ้น

“ผมลองเปรียบเทียบกับไทยเรา ณ ตอนนั้น ก็คิดว่าในอนาคตอันใกล้ ไทยอาจจะต้องเจอวิกฤติแบบนั้นบ้าง เพียงแต่ว่าตอนที่เราสื่อสารออกไป คนยังไม่ได้สนใจสักเท่าไร เพราะคิดว่ายังเป็นเรื่องไกลตัวอยู่ อาจจะคิดแค่ว่ากรุงเทพฯ รถติด มีฝุ่นมีควันมีมลภาวะ เต็มที่ก็เวียนหัว เจ็บไข้ไม่สบายขึ้นมาทานยาก็หายแล้ว ส่วนเราคิดอีกด้าน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าทุกวันนี้กรุงเทพฯ จะมีสถานการณ์ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเคยทำงานชิ้นนี้ในตอนนั้น”

การเดินทางของ ‘ลมหายใจแห่งอนาคต’ แสดงตัวอยู่ในนิทรรศการต่างๆ ประปราย เช่น นิทรรศการศิลปกรรม ปตท. ครั้งที่ 23 ในหัวข้อเกี่ยวกับโลกร้อน งานจิตรกรรมบัวหลวง แล้วลมหายใจชุดนี้ก็เป็นเหมือนสารตั้งต้นในการทำผลงานเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมซึ่งแน่วแน่มาถึงตอนนี้ และพัฒนาขึ้นจากความคิดเชิงลบที่เคยแสดงผ่านภาพที่ดูอึมครึมอึดอัด มาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในเชิงบวก ผ่านภาพของกรุงเทพฯ ที่แปรเปลี่ยนไปในอีกบริบทหนึ่งตามความคิดและจินตนาการ

“ผลงานในช่วงหลังของผมที่เกิดขึ้นในช่วงปริญญาโท ปี 2560 ถึงปัจจุบัน เป็นงานที่ต่อเนื่องมาจากศิลปนิพนธ์ที่ยังทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเหมือนเดิม เราเอาภาพมุมกว้างโดยใช้แลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ทุกคนน่าจะคุ้นตาและรู้จัก มาเปลี่ยนเป็นอีกบริบทว่า ถ้าวันหนึ่งกรุงเทพฯ เปลี่ยนจากคอนกรีตเป็นป่าเข้ามาแทนที่ เราจะอยู่ร่วมกันยังไง

“ผมมองว่าการมีป่าเข้าไปในอยู่ในเมืองคอนกรีต มันเป็นบริบทแห่งการอยู่ร่วมกันได้ เรามักเห็นว่าต้นไม้กับตึกมันอยู่ร่วมกันในลักษณะต้นไม้คือเครื่องประดับ หรือเป็นตัวช่วยให้เรามองข้างทางได้สวยงามเท่านั้น ผมเลยปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาคืออาจารย์นาวิน เบียดกลาง ท่านก็บอกว่าที่ผ่านมาสองสิ่งนี้อยู่ร่วมกันได้โดยต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มากกว่าหรือน้อยกว่าถึงจะลงตัว แต่ถ้าเราวาดให้ดูกลมกลืนกัน ให้ต้นไม้และตึกอยู่ด้วยกันแบบไม่ขัดแย้ง จะเป็นไปได้มั้ย”

คำแนะนำนั้นนำมาสู่ภาพป่าในเมือง ที่อยู่ร่วมกันในลักษณะของเมืองสีเขียว ดูแล้วรู้สึกถึงความร่มรื่นของธรรมชาติในเมืองมากขึ้น มากไปกว่าความงามทางทัศนศิลป์ งานศิลปะจากแปรงพู่กันของต้นทำหน้าที่สื่อสาร และสะท้อนเรื่องราวของมลภาวะและสิ่งแวดล้อมออกมา

“เป้าหมายอย่างแรกคืออยากให้คนดูมีความรู้สึกร่วม แล้วหลังจากนั้นค่อยพูดถึงเรื่องการตีความ เมื่อก่อนด้วยความคิดที่ยังเด็ก เราคิดสำเร็จรูปมากเกินไป อาจารย์วิโชค มุกดามณี เคยวิจารณ์ว่างานดูดี แต่บางทีเราต้องให้คนดูได้คิดได้จินตนาการต่อบ้าง ผมก็รับคำแนะนำมาปรับใช้ คือสร้างเมืองขึ้นมาโดยไม่ต้องอธิบายว่ามีต้นไม้แล้วจะทำให้เกิดอะไรขึ้นมา แล้วมองแต่เรื่องศิลปะ การสอดประสานของเส้น สี ความกลมกลืน และอาจารย์ปรีชา เถาว์ทอง ก็ได้บอกผมว่าควรพัฒนางานชุดนี้ต่อไป ผมก็ค่อยๆ ทำเก็บสะสมไว้

“เราเป็นกระบอกเสียงเล็กๆ ครับ อาจจะมีคนหันมามองเห็นสิ่งที่เราต้องการสื่อบ้าง ก็รู้สึกว่ามันดีแล้ว แม้งานของเราจะไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้มากนัก แต่อย่างน้อยทำให้คนตระหนักขึ้นมาบ้าง หรืออย่างน้อยๆ ผมก็รู้สึกดีที่นักศึกษาหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่เขาเข้ามาสอบถาม แล้วให้ความสำคัญ และเราได้เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากทำงานศิลปะเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะเขาอาจจะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกว่าที่เราเคยทำ และส่งเสียงได้ดังกว่าเรา

“เสียงที่สื่อมาจากคนตัวเล็กๆ อย่างเราด้วยผลงาน อาจจะมีแค่โพสต์ขึ้นมา ได้จัดแสดง ได้ออกสู่สาธารณชน อาจจะสร้างความตื่นตาตื่นใจในเวลานั้น แล้วก็จางหายไป เพราะทุกวันนี้อะไรๆ มันเร็วไปหมด การรับรู้เร็ว และมีอะไรเข้ามาเยอะ พอมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจขึ้นมา เรื่องของเราก็ถูกลืม แล้วเรื่องที่คนสนใจมากๆ บางทีไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเลยด้วยซ้ำ แต่ข่าวแบบนี้อยู่ได้เดือนสองเดือน ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา มันอยู่ตรงปลายจมูกเราทุกลมหายใจ กลับไม่ถูกให้ความสำคัญ”

ต้นท้วงถามถึงการนำเสนอของสื่อหลัก ที่ให้พื้นที่กับข่าวคราวของฝุ่นอยู่บางเบา “ ทั้งที่ปัญหามันยังใหญ่ แต่คนไม่พูดถึง แม้ช่วงปีนี้ผลของฝุ่นไม่แสดงให้เราเห็นว่าเกิดผลกระทบนัก แต่ผมคิดว่าความรุนแรงของ PM2.5 ไม่ได้ลดลงไปเลย หลายคนยังมีผื่นขึ้น ตาแดง ต้องไปพบหมด เพียงแต่มันมีสิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้นคือโควิด ทำให้คนหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องโควิดมากที่สุด ซึ่งในมุมคู่ขนานกัน เรื่องฝุ่นหรือเรื่องมลภาวะก็ยังร้ายแรงอยู่ และความอันตรายก็ไม่ได้น้อยลง เพราะมันสะสมอยู่ในร่างกาย

“ผมว่าในเรื่องการบริหารจัดการสำคัญมากๆ เขาให้ความสำคัญเฉพาะที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว การหาแนวทางป้องกันก็ไม่ใช่แบบถาวรหรือยั่งยืนนัก ถ้าเปรียบกับประเทศจีนหรืออีกหลายประเทศ เขาออกเป็นกฎหมายมาเลย และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งในเรื่องวิศวกรรม การก่อสร้าง ถ้าไม่ได้มาตรฐานหรือทำให้เกิดฝุ่น เขาไม่อนุญาตให้ผ่าน หรือไม่อนุญาตให้ก่อสร้างเลยด้วยซ้ำ ต่างจากบ้านเราที่ผลประโยชน์ทำให้เรื่องนี้ถูกทำเป็นมองไม่เห็น

“และคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องฝุ่น กลับเป็นคนที่ไม่ได้มีอำนาจมากพอที่จะเข้าไปแล้วส่งเสียงให้ดัง เขาส่งเสียงดังได้แค่ที่เขาทำได้ แต่มันก็ยังไปไม่ถึงหูของคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การออกมาส่งหนังสือถึงเจ้าหน้าที่รัฐและพูดกันเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ผลตอบรับเท่าที่ควร หรือบางทีสื่อนำเสนอไปแล้วก็เงียบหาย และคนทั่วไปก็ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

แม้เสียงที่ส่งออกไปจากงานศิลปะ จะยังไม่ดังพอเท่าที่เขาคาดหวัง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ต้นหมดใจที่จะทำหน้าที่สื่อสารในฐานะศิลปินต่อ เขายังคงทำงานศิลปะสะสมเอาไว้ ควบคู่ไปกับการเป็นครูสอนศิลปะที่โรงเรียนแห่งหนึ่งอย่างที่ทำมาสิบสองปี และกำลังจะเปลี่ยนสถานะจากครูไปเป็นศิลปินเต็มตัวเร็วๆ นี้ ด้วยการเปิดสตูดิโอของตัวเองที่อยุธยา และทำงานศิลปะในแขนงอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สารที่เขาสื่อได้เผยตัวอยู่ในงานรูปแบบอื่นๆ ด้วย และแน่นอน เขาตั้งใจจะมีงานแสดงเดี่ยวในอนาคต

“ผมยังคงยืนยันที่จะมุ่งมั่นทำงานศิลปะในคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่อไป ไม่ลังเล เพียงแต่ว่าจะมีการพัฒนารูปแบบ แล้วเลือกเทคนิคนำเสนอให้แตกต่างขึ้นจากเดิมเมื่อเรามีเวลาทำงานเต็มตัว”

Total
0
Shares
Share 0
Tweet 0
Share 0
Avatar photo
ศิริวรรณ สิทธิกา

คนธรรมดาที่สนใจการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง และอยากเห็นโลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม

Related Topics
  • 1BlueSky
  • OneSkyMillionBreaths
  • หนึ่งท้องฟ้าล้านลมหายใจ
You May Also Like
View Post

ดร.เจน ชาญณรงค์: ‘ชายชุดดำจิตเวช’ โมเดลที่เปลี่ยนคนเผาป่ามาเป็นผู้ดูแลป่า

View Post

รศ. ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร: ‘กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษ’ จากแนวคิด Nature-based Solution

View Post

คุยกับ รศ. ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ นักวิจัยผู้คิดค้น ‘สารป้องกันไฟ’ เพื่อป้องกันป่าไม่ให้จุดไฟติด

View Post

ศิลป์ ไวยรัชพานิช: จะลดมลพิษให้เมือง เราต้องพึ่งพารถยนต์ให้น้อยลง

View Post

คุยกับ สมโภชน์ เชิดพงษ์ ถึงเบื้องหลังการผลิตไฟฟ้าจากก้อนฟืน

View Post

ปัญหาเรื่องฝุ่นในมุมของเด็กและเยาวชน จากสายตาของ จิรกิตติ์ เหมหิรัญ

View Post

ยศพล บุญสม ภูมิสถาปนิกผู้ก่อตั้ง We!Park แพลตฟอร์มที่ทุกคนมีส่วนและมีสิทธิสร้างสวนสาธารณะร่วมกัน

View Post

ธีร์เมศ จิรอารีย์ชัย คุณพ่อผู้เปลี่ยนลูก เพื่อเปลี่ยนโลก

Breathe Bangkok
สภาลมหายใจกรุงเทพฯ
© 2025 – breathebangkok.org

  • Article
  • Infographic
  • Interview
  • Urban Voice
  • Update
  • Directory
  • About
ติดตามข่าว Breathe Bangkok
follow us:

Input your search keywords and press Enter.